วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

The Wrestler (2008), เพื่อเธอขอสู้ยิบตา (๒๕๕๑)


The Wrestler เป็นเรื่องของ โรบิน แรมซินสกี้ ชายวัยกลางคนที่(เคย)โด่งดังในนาม แรนดี้ "เดอะ แรม" โรบินสัน นักมวยปล้ำระดับแชมเปี้ยนในทศวรรษที่ 80 ซึ่งชื่อเสียงและเกียรติยศได้กลายเป็นอดีตไปตามกาลเวลาที่หมุนผ่านไป ปัจจุบัน แรนดี้ ทำงานจัดสินค้าในโกดังซูเปอร์มาร์เก็ต อาศัยอยู่ในบ้านเช่าเล็กๆ มีรถตู้โทรมๆเป็นยานพาหนะ และเป็นที่ซุกหัวนอนเมื่อถูกล็อกประตูบ้านเพราะจ่ายค่าเช่าไม่ทันกำหนด อย่างไรก็ดี มวยปล้ำ เป็นอาชีพที่แรนดี้ยังคงยึดมั่นอยู่ด้วยใจรัก แม้สังขารที่โรยราจะพาให้ระดับหล่นร่วงลงมาเป็นคู่มือของเด็กอ่อนประสบการณ์ตามเวทีเล็กๆที่จัดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ขณะที่เพื่อนร่วมสมัยต่างแยกย้ายไปทำงานด้านอื่นๆกันหมดแล้วก็ตาม

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็มาถึงชีวิตของแรนดี้ เมื่อเขาป่วยเป็นโรคหัวใจจากการใช้สารสเตอรอยด์สะสมในร่างกายมากว่า 20 ปี และถูกแพทย์ห้ามไม่ให้ขึ้นเวทีอีก แรนดี้จึงต้องตัดสินใจยุติอาชีพบนสังเวียนผ้าใบอย่างกระทันหัน แม้จะมีนัดพิเศษกับอดีตคู่ปรับ(บนสังเวียน)จ่ออยู่รอมร่อก็ตาม แล้วผันตัวมาทำงานในซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นอาชีพหลัก ด้วยหวังที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับคนที่เขารัก ไม่ว่าจะเป็นลูกสาวที่เขาทิ้งไปตั้งแต่ยุครุ่งเรือง และนักระบำเปลื้องผ้ารุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตของอาชีพ เนื่องจากเรือนร่างที่โรยราของเธอไม่เป็นที่น่าพิสมัยในสายตาของลูกค้าอีกต่อไปแล้ว

อย่างไรก็ดี ชีวิตจริงนั้นเปรียบเสมือนโลกคู่ขนานกับสังเวียนผ้าใบที่แรนดี้อาศัยอยู่มาตลอด บาดแผลที่ได้รับตามร่างกายจากการปะทะกับคู่ต่อสู้บนสังเวียน เทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดและอ้างว้างในชีวิตประจำวัน บนสังเวียน แรนดี้ คือฮีโร่ผู้แข็งแกร่ง ทั้งในสายตาของเพื่อนร่วมอาชีพรุ่นน้องและผู้ชมที่ยังคงติดตาม แต่ในชีวิตจริง เขาเป็นแค่ชายวัยกลางคนที่สายตาฝ้าฟางไปตามอายุ พ่ายแพ้ต่ออาการเจ็บไข้ โดนดูถูกเหยียดหยามจากเจ้าหนี้ และถูกคนรุ่นหลัง(ที่ไม่ใช่แฟนมวยปล้ำ)ปฏิเสธเพราะเป็นที่ฮีโร่ "ตกรุ่น" ไปแล้ว

ความที่แรนดี้ ไม่อาจปรับตัวเข้ากับความว่างเปล่าของชีวิตจริงได้ ทำให้ยังคงหาโอกาสไปร่วมงานที่เกี่ยวข้องกับมวยปล้ำอยู่เสมอ เพื่อให้ได้รู้สึกถึงความสำคัญของตัวเองบ้าง แต่การเป็นแค่ผู้ชมนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่ปวดร้าวเกินไป เพราะโลกของเขาอยู่บนเวทีนั้นต่างหาก เนื่องจาก แต่ละคนก็มีโลก มีสังคม มีชีวิตแตกต่างกันไปตามแบบที่ตัวเองต้องการ ดังนั้น โลกของแรนดี้ จึงไม่ใช่โลกของชีวิตจริง ที่เขาเป็นแค่วัตถุโบราณหลงยุค ไม่มีความสำคัญ และไม่เป็นที่ต้องการของคนรุ่นใหม่ๆอีกต่อไปแล้ว แต่โลกของเขา คือมายาบนสังเวียนมวยปล้ำ ที่เขายังคงเป็นฮีโร่ในสายตาของแฟนๆ แม้ว่าความสำคัญของเขาจะเป็นไปตามบทบาทที่ถูกสร้างขึ้น แต่ความเป็นมายานั้นจะสำคัญอย่างไรกัน ในเมื่อมันเป็นสถานที่เดียวที่เขาได้รับการยอมรับ เป็นที่ต้องการ เป็นที่รักและเอาใจช่วยของผู้ชม ขณะที่เขาเองก็พร้อมที่จะตอบแทนกำลังใจของผู้ชมด้วยการแสดงอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงต่ออุปสรรคร้ายแรงถึงชีวิตก็ตาม

The Wrestler คือผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องที่ 4 ของ ดาร์เรน อโรนอฟสกี้ ถัดจาด Pi, Requiem for a Dream และ The Fountain ตามลำดับ ความพิเศษของ The Wrestler ที่แหวกแนวไปจากผลงานก่อนหน้านี้ของเขาก็คือการเล่าเรื่องอย่างง่ายไม่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องอาศัยการตีความด้วยปรัชญา ภาษาหนังเรียกว่าไม่ต้องปีนบันไดดู ผลที่ได้คือความสมจริงของเรื่อง สร้างตัวละครต่างๆให้ผู้ชมรู้สึกว่ามีตัวตนจริงและสัมผัสได้ เข้าถึงเหตุการณ์และความรู้สึกของตัวละครได้อย่างใกล้ชิดด้วยทุนสร้างเพียง 7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกผลิตออกมาในรูปแบบที่ดิบและดูหยาบในด้านงานสร้างและการถ่ายภาพ โดยภาพที่ออกมาคล้ายกับการถ่ายจากกล้องวิดีโอ มีการสั่นของภาพในบางช่วงที่มีการเคลื่อนไหวที่เร็วของจุดศูนย์กลางภาพ แต่ไม่เป็นปัญหาในการรับชมมากนักเนื่องจากภาพไม่ได้สั่นเสียเป็นส่วนใหญ่แบบ Cloverfield

มิคกี้ รูร์ค สวมบทแรนดี้ ชายขี้แพ้ที่เป็นฮีโร่เฉพาะบนสังเวียนอย่างยอดเยี่ยมและตราตรึงใจ ทั้งในมาดของอดีตนักมวยปล้ำในตำนาน ชายวัยกลางคนที่ปากกัดตีนถีบในฐานะชนชั้นล่างของสังคม และพ่อที่เจ็บปวดกับความไม่ได้เรื่องของตัวเอง ขณะที่ มาริสา โทเม ในบท แคสซิดี้ (ชื่อจริงว่า แพม) ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันในบทนางระบำเปลื้องผ้าวัยทองที่กำลังตระหนักถึงการคุกคามของกาลเวลาต่ออาชีพของเธอ นักแสดงหลักอีกคนคือ อีวาน ราเชล วูด ในบทลูกสาวของแรนดี้ ทำได้ดีในการแสดงความเจ็บปวดและอ้างว้างเพราะความเหินห่างจากครอบครัว แม้รายละเอียดของตัวละครของเธอจะไม่มากนัก แต่ก็เป็นส่วนเติมเต็มที่ช่วยให้ผู้ชมเข้าถึงความรู้สึกของ แรนดี้ อย่างสมบูรณ์

น่าเสียดายที่ความเล็กของหนังและเงินทุนที่น้อยนิด ทำให้ตัวหนังและผู้กำกับไม่มีแรงโฆษณาที่มากพอที่จะส่งให้เข้าไปติดอยู่ในรายชื่อผู้ท้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยมของรางวัลใหญ่อย่างออสการ์ได้ ทั้งๆที่ผลงานออกมาดีและคู่ควรยิ่งกว่าผู้ท้าชิงจริงๆของปี 2009 บางเรื่องและบางคนเสียอีก ขณะที่ มิคกี้ รูร์ค และ มาริสา โทเม ต่างได้รับเกียรติให้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ตามลำดับ โดย รูร์ค เป็นตัวเต็งควบคู่มากับ ฌอน เพนน์ ที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันจาก Milk แต่สุดท้ายเป็น เพนน์ ที่คว้ารางวัลครั้งนี้ไป ส่วน โทเม ที่เคยได้รับรางวัลสาขานี้มาแล้วจาก My Cousin Vinny ในปี 1992 ก็ไม่ใช่ตัวเต็งในครั้งนี้ โดยเป็น เพเนโลเป้ ครูซ จาก Vicky Christina Barcelona ที่พิชิตเกียรติยศไป

The Wrestler เป็นหนังชีวิตล้วนๆที่เข้าถึงง่ายและสร้างอารมณ์ร่วม มีมั้งความเจ็บปวดในชีวิตสังคมภายนอกที่อ้างว้าง และความอบอุ่นกับชีวิตบนสังเวียน ที่แม้พวกเขาจะเป็นศัตรูกันในสายตาคนดูมวยปล้ำ แต่แท้จริงแล้วทุกคนคือเพื่อนที่ช่วยเหลือกันทำงานอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ผู้ชมได้รับความบันเทิงสูงสุด และเพื่อรักษาความนิยมให้แก่กันและกัน แล้วจึงมีงานให้ทำเพื่อหาเงินเลี้ยงปากท้องต่อไป

มันนำเสนอภาพมายาคติของโลกคู่ขนานระหว่างมวยปล้ำและโลกแห่งความจริง ดังที่ โลร็องต์ บาร์ต นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เคยได้เขียนบทความว่าด้วยมายาคติของโลกแห่งมวยปล้ำที่เปรียบดังละคร มีเรื่องราว มีวีรบุรุษ มีผู้ร้าย ซึ่งสร้างความบันเทิงและโลกอีกโลกหนึ่งให้กับคนดู แม้ว่าคนดูต่างรู้ว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ความจริง แต่ทุกคนก็พร้อมที่จะเชื่อเพื่อเข้าสู่โลกใบนั้นอย่างสมบูรณ์ โรบิน แรมซินสกี้ อาจไม่เหลือสิ่งใดเลยในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ในโลกแห่งมายาคตินั้น เขาคือ แรนดี้ เดอะ แรม วีรบุรุษคนสำคัญ ที่แฟนมวยปล้ำเดนตายยังคงเชิดชูและติดตามอยู่เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน และร่างกายของเขาจะร่วงโรยเพียงใดก็ตาม

ความตายเยี่ยงวีรบุรุษในโลกแห่งมายา ก็อาจจะดีกว่า การอยู่อย่างไร้ค่าในโลกแห่งความจริง

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เกี่ยวกับ สติ๊กเกอร์ชนิดหนึ่ง ซึ่งทำทีเหมือนจะแจกฟรี แต่ดันเรียกเก็บตังค์ซะงั้น

บ่ายโมงหน้าโรงภาพยนตร์สยามวันหนึ่ง ผมเห็นวัยรุ่นผู้หญิงสองคนกำลังควักกระเป๋าตังค์ส่งให้หญิงวัยกลางคนเพื่อแลกกับสติ๊กเกอร์ 1 แผ่น (สติ๊กเกอร์อะไรขอละไว้นะครับ) หน้าตาน้องเขาไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรแต่ก็ต้องจ่ายเงินให้อย่างเสียมิได้เพราะรับมาในมือแล้ว

ผมเลยนึกถึงตัวเองสมัยยังอายุพอๆกับน้องคนนั้น (ย้อนไปไม่นานมากหรอก ฮิฮิ) ก็เคยเจอเรื่องคล้ายๆกันแบบนั้นเหมือนกัน เนื่องจากผมมักจะช่วยหยิบกระดาษโฆษณาต่างๆ เพื่อช่วยให้คนที่มายืนแจก แจกให้หมดๆไปจะได้มีรายได้ หรือกลับบ้านเร็วขึ้น แต่วันนั้นผมหยิบสติ๊กเกอร์ลักษณะนี้จากป้าคนหนึ่ง แล้วป้าก็บอกราคาที่ผมต้องจ่าย ผมจำไม่ได้ว่ามัน 20, 40 หรือ 50 รู้แต่มันแพงมากสำหรับสติ๊กเกอร์ใบเดียว แต่ด้วยความรู้สึกตามที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จึงทำให้ผมยอมจ่ายทั้งที่เสียดายเงิน เพราะผมไม่ได้ตั้งใจจะซื้อเลย

โอเค คุณอาจจะบอกว่านี่ไม่ได้บังคับซื้อนะ จะไม่เอา ส่งคืนคนที่ยืนขายก็ได้ แต่ด้วยแรงศรัทธาอันกล้าแกร่งในใจ ที่มีต่ออะไรในสติ๊กเกอร์นั้น ก็ย่อมจะทำให้บุคคลที่รับสติ๊กเกอร์เข้ามาไว้ในมือ ไม่อาจจะปล่อยมือไปจากสติ๊กเกอร์นั้นเพื่อส่งคืนได้ จนต้องจ่ายเงินตามราคาที่ผู้ขาย (ที่ทีแรกทำตัวเหมือนยืนแจกฟรี)

(หรืออาจเป็นความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมานานนม ว่าการปฏิเสธสิ่งนั้นคือบาปกรรม ทำให้ไม่กล้าปฏิเสธ)

ผมสังเกตุเห็นหญิงวัยกลางคนรายนั้นแต่งตัวด้วยชุดโปโลชนิดที่สถานที่ทำงานหลายๆแห่งมักจะบังคับให้พนักงานสวมใส่ในวันนี้ๆนั้นๆ ซึ่งทำให้เชื่อว่าถ้าไม่แอบอ้างก็คงจะมาจากมูลนิธิอะไรสักแห่ง จึงสงสัยว่าทำไมเขาไม่ตั้งโต๊ะนั่งขายให้ดูเหมือนว่ามาขายของจริงๆเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าต้องจ่ายเงินแลกถ้าจะเอาของ ไม่ใช่มายืนทำทีเหมือนให้คนที่ไม่รู้เข้าใจผิดว่าแจกฟรี แต่สุดท้ายก็ทวงราคา เหมือนเล่นกับความรู้สึกคน ทั้งความศรัทธา และความกลัวต่อผิดชอบชั่วดีตามความเชื่อที่ถูกปลูกฝัง

หรือกลัวว่าถ้าตั้งโต๊ะขายจะไม่มีคนซื้อ แสดงให้เห็นว่าจริงๆพวกตอแหลชน ดัดจริตชน ที่พากันซาบซึ้ง...ซาบซึ้งกันตามหน้ากระทู้เว็บบอร์ดต่างๆ แท้จริงมันก็แค่พวกพีอาร์ปั่นกระแส ไม่ได้มีใครซาบซึ้งขนาดไล่ตามทุกอย่างเหมือนที่โปรโมต ดูตามร้านหนังสือซิ หนังสือหนังหาทั้งหลายที่เกี่ยวกับ"สิ่งเหล่านั้น" ยังคงอยู่เป็นมิ่งเป็นขวัญให้ร้านไม่มีหดหายแทบทุกเล่ม หนังสือพวกนี้ผมว่าถ้าเปลี่ยนวิถีขายมาขายแบบยัดใส่มือแล้วทวงเงินเหมือนขายสติ๊กเกอร์บ้างสิ รับรองหมด

ผมเชื่อว่าความรู้สึกสิ้นเปลือง เสียดายเงินมันไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่เสีย แต่อยู่ที่ความเต็มใจของเราที่จะจ่าย ผมไม่เสียดายเงินที่จะซื้อดีวีดีราคาหลักร้อยหรือหลักพัน หรือตุ๊กตาชุดผ้าตัวละครึ่งหมื่นที่ผมอยากได้ แต่อะไรที่ผมไม่ได้อยากได้ แต่ต้องจ่ายเพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอะไรก็ตาม ต่อให้จ่ายแค่สองบาท สิบบาท ก็น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

บารัค โอบาม่า อาศัยสีผิวตัวเองโปรโมตหรือเปล่า


ผมสงสัยเกี่ยวกับประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐอเมริกา นายบารัค โอบาม่า เพราะสังเกตุพบว่าหมอนี่เป็นที่ฟีเวอร์มากผิดปกติ และกระแสของเขาที่โปรโมต พูดถึง และพบเห็น ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับการงานเลย แต่มักจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องวัยเด็ก วัยเรียน ครอบครัว และภรรยาผู้ชอบปรากฎกายให้สื่อมวลชนได้ชักภาพในงานต่างๆ

นิตยสารโดยเฉพาะแนวคุณหญิงคุณนาย เซเลบริตี้ คนดัง หรือดาราฮอลลิวูด ก็มักจะลงภาพและเนื้อหาเกี่ยวกับเขาและเธอบ่อยๆ โดยเฉพาะยัยป้ามิเชล ล่าสุดมีนิตยสารแนวผู้หญิงและการบ้านการเรือน ลงเรื่องราวความรักของบารัคและมิเชล เนื้อหาประมาณว่ามิเชลเธอรักสามีเพราะเป็นคนดี คนซื่อสัตย์ ฯลฯ

ผมเลยรู้สึกว่าเฮ้ยนี่มันมุขเสนอตัวแบบเดียวกับปชป. ยุคนี้เลยนี่หว่า เพราะเมื่อไม่นานมานี้นายกรณ์ จาติกวณิช ก็เคยไปลงหนังสือแนวหญิงๆ พูดเรื่องครอบครัว ความรัก ยกเอาเรื่องเมียแม่ม่ายของตัวเองมาล่อซื้อแฟนคลับในเว็บบอร์ดดังให้กรี๊ดกร๊าดน้ำตาซึมตามฟอร์มไปแล้ว หรือก่อนหน้านั้นก็มีการนำเสนอลูกสาวหัวหน้าพรรคที่เพิ่งจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย(ที่คิดว่าตัวเองเป็นอันดับ 1 ของประเทศ) ซึ่งทั้งหมดเป็นการเอาประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง การทำงานมาโฆษณาตัวเองเลย ทั้งๆที่ตัวเองเป็นนักการเมือง แต่กลับหันมาใช้การโปรโมตล่อซื้อพวกบ้าดารา บ้ากระแส (ก็ผลงานมันไม่มีจะมาขายนี่หว่า)

เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าถ้าโอบาม่าเป็นคนขาวจะได้รับความนิยมจนเป็นกระแสคลั่งไคล้ได้เท่านี้ไหม เขาจะเอาชีวิตวัยเด็กอันไหนมาเล่า เขาจะเอาคอนเซ็ปต์ส่วนตัวอะไรมาตั้งชื่อว่า "การเปลี่ยนแปลง" ส่วนมิเชลถ้าเป็นคนขาวแต่งตัวเปรี้ยว ชอบออกงานต่างๆ จะได้รับความสนใจสักแค่ไหน หรือจะถูกโจมตีในเรื่องการแต่งตัวและการทำตัวให้เป็นประโยชน์ สองคนนี้จะถูกเอาไปลงหนังสือแนวเซเลบต่างๆถี่ขนาดนี้หรือเปล่า หรือแม้กระทั่งว่านายบารัคจะเลือกตั้งภายในชนะฮิลลารี่หรือเปล่าถ้าเขาเป็นคนขาว

ลองมองย้อนกลับไปหาพวกประธานาธิบดีก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นคนขาว แทบไม่เคยเห็นพวกเขาเคยโผล่ไปตามหนังสือคุณหญิงคุณนาย เซเลบริตี้ทั้งหลาย แม้กระทั่งช่วงที่เพิ่งจะนะเลือกตั้งใหม่ๆกระแสยังดีอยู่ ก็ไม่ได้เป็นที่ฟีเวอร์ระบาดข้ามวงการเช่นนี้ เจ๊ฮิลลารี่ถือเป็นสตรีหมายเลข 1 ที่มีบทบาทมากคนหนึ่งไม่ว่าจะด้านการเมืองหรือการบ้าน ยิ่งตอนที่สามีอย่างตาบิลมีข่าวเล่นชู้ ผมก็ยังไม่เห็นว่าหนังสือหญิงๆเซเลบจะให้ความสำคัญมากเท่าการทำสวยของยัยป้ามิเชล

นั่นแหละจึงเกิดเป็นความคิดขึ้นมาว่านายและนางโอบาม่าขึ้นมาถึงจุดนี้ได้เพราะเรื่องสีผิวหรือไม่ เอาสีผิวเป็นจุดขายหลัก ส่วนอเมริกันชนที่ต่างเทคะแนนให้บารัคนั้น ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความเบื่อหน่ายบุชและรีพับลิกัน แต่อีกหลายส่วนผมเชื่อว่ามาจากความคิดที่คล้ายกับจะพยายามบอกว่า "นี่หมดยุคเหยียดผิวแล้วนะเฟ้ย" แต่หารู้ไม่แรงจูงใจในการเลือกโอบาม่าถูกผลักดันมาจากการให้ความสำคัญด้านสีผิวเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนจาก "ไม่เลือกคนดำ" เป็น "เลือกเพราะเป็นคนดำ อยากให้โอกาสคนดำ" ซึ่งมันก็เข้าข่าย Racism อยู่ดี เพราะให้ความสำคัญกับสีผิวเชื้อชาติมากกว่าสาระอื่นๆ ผมเห็นว่าการด่าหรือโจมตีนายและนางโอบาม่าค่อนข้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในอเมริกา แม้แต่ใครที่บอกว่ายัยป้ามิเชลไม่สวยก็ถูกหาว่าเป็นพวกเหยียดผิวซะแล้ว ซึ่งกระแสนี้มันสะท้อนว่าแฟนคลับโอบาม่า ทั้งดำและขาว ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องสีผิวจริงๆ ราวกับว่าพวกเขาได้หลอมจนกลายเป็นสังคมของคนดำที่ค่อนข้างจะอ่อนไหวกับเรื่องสีผิว เป็นพวกเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ สีผิวนิยม ที่ค่อนข้างหัวรุนแรง

จริงอยู่ที่อเมริกันชนส่วนใหญ่ผิวขาว และตามที่ผมได้กล่าวไปคือส่วนหนึ่งเลือกโอบาม่าเพราะต้องการเลือกเดโมแครต เนื่องจากเบื่อบุชและรีพับลิกัน ซึ่งการเลือกตั้งปธน.อเมริกาครั้งล่าสุดนี้เรียกได้ว่ายังไงๆเดโมแครตก็ชนะอยู่แล้ว (แม้แต่ลุงแม็คเคนก็น่าจะรู้ตัวเองดี)

แต่ถ้าตัวแทนของเดโมแครตเป็นคนขาวล่ะจะมีแรงเห่อถล่มทลายเท่านี้หรือไม่ ถ้าเป็นฮิลลารี่ผมเชื่อว่าอาจได้คะแนนเสียงถล่มทลายด้วยความที่อเมริกันชนจะแสดงออกว่า "หญิงชายเท่าเทียมกัน" แต่ความที่เป็นคนขาวจะได้แรงเห่อมากเท่านี้หรือเปล่า ถึงขนาดได้ตีพิมพ์ลงหนังสือการ์ตูนสไปเดอร์แมน ปรากฎตัวในนิตยสารเซเลบริตี้บันเทิงต่างๆ มีการนำเสนอชีวิตส่วนตัวอย่างมาก ฯลฯ

หรือถ้าโอบาม่าเป็นคนขาวล่ะจะมีจุดขายอะไรที่จะเอาชนะฮิลลารี่ผู้มีจุดขายเรื่อง "พลังหญิง" เข้ามาเป็นตัวแทนพรรค

หลายส่วนของคะแนนเสียงและแรงเห่อที่โอบาม่าได้ ผมเชื่อว่ามาจากความคิดที่คล้ายกับจะพยายามบอกว่า "นี่หมดยุคเหยียดผิวแล้วนะเฟ้ย" โดยเฉพาะคนผิวขาวซึ่งมีชนักติดหลังมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับการเหยียดผิว คนขาวจึงเข้าสู่กระแสโอบาม่าฟีเวอร์ด้วยต้องการพิสูจน์ตัวเองว่า "เฮ้ยฉันเลือกโอบาม่านะ ฉันให้โอกาสคนดำนะ ฉันไม่เหยียดผิวแล้วนะ"

แต่หารู้ไม่แรงจูงใจในการเลือกโอบาม่าถูกผลักดันมาจากการให้ความสำคัญด้านสีผิวเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนจาก "ไม่เลือกคนดำ" เป็น "เลือกเพราะเป็นคนดำ อยากให้โอกาสคนดำ" ซึ่งมันก็เข้าข่าย Racism อยู่ดี ด้วยการให้ความสำคัญกับเชื้อชาติมากกว่าผลงาน

และในจุดนี้โอบาม่าจึงเอามาเน้นย้ำจุดขายให้กับตัวเอง...

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

V for Vendetta (2005), เพชฌฆาตหน้ากากพญายม (๒๕๔๗)



เมื่อ 4 ปีที่แล้วผมเคยดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว 1 รอบ แต่ไม่ประทับใจนักเนื่องจากยังอ่อนเดียงสาทางการเมือง (แม้จะเริ่มสนใจแล้ว) ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสาระของตัวหนังได้ แต่มาครั้งนี้ที่ผมตาเปิดและมองเห็นอะไรต่างๆกว้างขึ้น ทำให้สามารถซึมซับแก่นสารของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มากขึ้น มีทั้งความสะใจและสะเทือนใจในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ดี การปฏิวัติโดยประชาชนในหนังช่างเป็นอะไรที่อยู่ในอุดมคติเหลือเกิน ส่วนตัวคิดว่าง่ายดายและเพ้อฝันไปหน่อยเนื่องจากผู้นำเผด็จการที่ไหนจะครองอำนาจได้นานขนาดนั้นโดยไม่ได้ทำการประชาสัมพันธ์ตัวเองเพื่อแทรกเข้าไปอยู่ในจิตใจของประชาชนเลย เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว การปฏิวัติโดยประชาชนนั้น อุปสรรคไม่ได้อยู่ที่กระบอกปืนของทหาร แต่อยู่ที่การมีทัศนคติในการเปลี่ยนแปลงร่วมกันหรือไม่ต่างหาก

V for Vendetta สร้างจากนิยายภาพที่แต่งโดย อลัน มัวร์ และวาดภาพประกอบโดย เดวิด ลอยด์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายอมตะอย่าง 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ๒๕๔๗ ภายใต้การกำกับของ เจมส์ แม็คทีก อย่างไรก็ดี อลัน มัวร์ ไม่ประสงค์มีชื่ออยู่ในเครดิตผู้แต่งบทดั้งเดิม เนื่องจากตัวเขาไม่เห็นด้วยกับการนำเอางานของเขามาสร้างเป็นภาพยนตร์นับตั้งแต่ความผิดหวังใน The League of Extraordinary Gentlemen ฉบับภาพยนตร์เมื่อปี ๒๕๔๕ ทำให้เครดิตผู้แต่งบทดั้งเดิมของ V for Vendetta ปรากฎเพียงชื่อของ เดวิด ลอยด์ เพียงรายเดียว (เช่นเดียวกับ Watchmen ผลงานชิ้นเอกของมัวร์ ที่ในฉบับภาพยนตร์นั้นปรากฎชื่อของ เดฟ กิ๊บบอนส์ ในฐานะผู้แต่งนิยายภาพเพียงคนเดียวเท่านั้น)

เรื่องราวของ V for Vendetta อยู่ในประเทศอังกฤษ ค.ศ 2038 ที่ถูกปกครองโดยฝ่ายขวาจัดนำโดยผู้นำชื่อ อดัม ซัทเลอร์ ซึ่งก้าวสู่อำนาจจากการชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย รัฐบาลของซัทเลอร์ทำการจัดระเบียบสังคมอย่างเข้มงวดในเชิงอนุรักษ์นิยม มีการใช้กำลังกำจัดศัตรูทางการเมือง รวมถึงกลุ่มที่ถูกมองว่า"เป็นภัยต่อศีลธรรมอันดีงาม" มีการควบคุมและบิดเบือนสื่อให้เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ได้รับความเคารพจากสังคมเป็นสมาชิกพรรคที่เป็นเสมือนเสาค้ำอำนาจ มีการออกกฎหมายควบคุมพฤติกรรมประชาชนโดยอ้างถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีการบิดเบือนและปิดบังประวัติศาสตร์ และที่เด็ดสุดคือ มีการแขวนรูปของซัทเลอร์ไว้บนผนังของทุกบ้าน เวลาผ่านเลยไปจนประชาชนเริ่มจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับการเมืองน้ำเน่าจนกระทั่งการปรากฎตัวของ V ผู้สวมหน้ากาก กาย ฟอว์คส์ ที่ออกมาท้าทายอำนาจรัฐ และจุดดวงไฟแห่งเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนขึ้นมาอีกครั้ง

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีแนวโน้มเอียงไปทางดราม่าปรัชญาการเมืองมากกว่าจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ออกมาต่อสู้แบบขจัดคนพาลอภิบาลคนดี เพราะท่าน V ผู้นี้หาได้ทำเพื่อคุณธรรมค้ำจุนโลกใดๆไม่ แต่ทำเพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเรียกร้องให้ผู้อื่นได้เบิกตาสำรวจศักดิ์ศรีของตนเอง การต่อสู้ของ V ถูกรัฐบาลประณามว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ผู้สร้างความแตกแยก ผู้ทำร้ายสังคม ฯลฯ แต่อย่างไรก็ไม่อาจบิดเบือนจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ภายในตัวประชาชนไปได้... จุดนี้นี่เองที่ผมคิดว่าเป็นอะไรที่อุดมคติ และเป็นความโชคดีอย่างเหลือแสนจริงๆของ V ที่มีประชาชนที่"หูตาสว่าง"เป็นอย่างยิ่ง เช่นนี้ และน่าสงสัยเหลือเกินว่าทีมประชาสัมพันธ์ของซัทเลอร์ทำงานกันยังไง ถึงไม่สามารถนำเอาท่านผู้นำซึ่งดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนานและวางรากฐานต่างๆในการยึดเก้าอี้ไว้ได้มากพอสมควรแล้ว เข้าสู่ใจของประชาชนได้ ซึ่งหากคุณลองมองโลกของความเป็นจริงจะพบว่า ผู้นำเผด็จการที่ครองตำแหน่งมาอย่างยาวนานของทุกประเทศในโลก ล้วนทำการประชาสัมพันธ์อย่างแข็งขันจนสามารถครองใจผู้คนได้ "ความจงรักภักดี คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้นำเผด็จการ" จึงเป็นเรื่องน่าสงสัยว่า ซัทเลอร์ อยู่ในตำแหน่งมานานขนาดนั้นได้อย่างไรเมื่อตนไม่สามารถครองความจงรักภักดีจากประชาชนได้ หนำซ้ำยังกลายเป็นที่ขบขันของชาวบ้านชาวช่องเมื่อถูกนำไปล้อเลียนในโทรทัศน์ ซึ่งหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศเผด็จการบนโลกแห่งความจริงล่ะก็ เชื่อว่าจะมีโทรทัศน์ถูกทุบทิ้งนับล้านเครื่อง และมีการบุกเผาทำลายสถานีโทรทัศน์แห่งนั้นอย่างแน่นอน (ฮิฮิฮิ)

นึกย้อนเวลากลับไปหาตัวเองเมื่อครั้งยังอ่อนเดียงสาและชมภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรกก็ได้แต่นึกสมเพช เพราะเมื่อครั้งนั้นผมได้ใช้ความพยายามทั้งหมดทั้งปวงในการจับประเด็นการก้าวสู่อำนาจของซัทเลอร์ ด้วยการชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเป็นฐานการสนับสนุนจากประชาชน ด้วยหูตาอันมืดบอดทำให้ไม่อาจมองเห็นพฤติกรรมอันเป็นเผด็จการที่หนังได้ตีแผ่ออกมาอย่างเสร็จสรรพและเข้าใจง่ายไม่ต้องปีนบันได ราวกับว่าป้อนเข้าปากแล้วแต่ทำเป็นดื้อไม่ยอมกิน อย่างไรอย่างนั้น จริงอยู่ผู้นำเผด็จการบางรายอาจขึ้นสู่อำนาจได้ด้วยการเลือกตั้ง แต่ประเด็นสำคัญของเผด็จการไม่ได้อยู่ที่การชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเลย แต่มันอยู่ที่การอ้างเอาความดีงามทั้งหลายทั้งปวงมาสร้างฐานอำนาจให้ตนเองอยู่เหนือบุคคลทั่วไปจนถึงขั้นไม่อาจแตะต้องได้ ป่าวประกาศความดีงามของตนเพื่อเรียกร้องความจงรักภักดีจากประชาชนโดยห้ามตั้งข้อสงสัยเป็นเครื่องตอบแทน ใช้สื่อมวลชนเป็นกระบอกเสียงในการประชาสัมพันธ์ตัวเอง มีข้อหา"กบฎผู้ไม่จงรักภักดี" ไว้โจมตีฝ่ายตรงข้ามและกันท่าสังคมจากความสงสัยในชนชั้นปกครอง ใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนที่ต้องการเรียกร้องศักดิ์ศรีแล้วบิดเบือนข่าวไปเป็นการยกย่องเจ้าหน้าที่"ผู้ปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงวีรบุรุษเพื่อปราบปรามผู้ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง" รวมถึงบิดเบือนประวัติศาสตร์ด้วยหวังโหมกระพือความดีงามของตนเพื่อเรียกร้องความจงรักภักดีเป็นสิ่งตอบแทน พร้อมทั้งยังกลบเกลื่อนให้ผู้คนหลงลืมวันแห่งการประกาศอิสรภาพ วันแห่งศักดิ์ศรีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของประชาชนไป

แม้จะมีตัวละครที่ค่อนไปทางแฟนตาซีอย่าง V แต่เขาคือสัญลักษณ์ของทุกสิ่งทุกอย่างที่"ความเป็นเผด็จการผู้อ้างอิงศีลธรรมอันดีงาม" ได้พรากไปจากสังคม ดังนั้น V for Vendetta จึงเป็นภาพยนตร์ทรงคุณค่าในเชิงการเมือง ไม่ใช่ภาพยนตร์บู๊สนั่นเพื่อความบันเทิงแต่อย่างใดเลย อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศที่อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทั้งที่รู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้คือบททดสอบความตาสว่างชั้นดี ว่ายังคงยึดติดกับความดีงามที่ถูกฉาบติดกันไว้ด้วยแรงประชาสัมพันธ์ เพื่อก่อตัวเป็นโล่ห์พรางกายพร้อมทั้งยังเป็นนิทรรศการสำหรับเรียกร้องความจงรักภักดี จนกระทั่งมองภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นแค่ 2 ชั่วโมงที่กล่าวถึงเรื่องไกลตัวอันแสนน่าเบื่อ หรืออาจเพียงนำเอาประเด็นยิบย่อยไปจับผิดบุคคลตัวเล็กๆที่ไม่นิยม แต่หากว่าดวงตาได้เบิกกว้างและมองเห็นความเป็นมาและความ"ควรจะ"เป็นไปอันแท้จริงแล้ว ภาพยนตร์เรื่อง V for Vendetta จะเป็นกระจกสะท้อนภาพของเรื่องใกล้ตัวที่พบเห็นทุกเมื่อเชื่อวัน ที่จะทำให้ "ซาบซึ้ง" และอิจฉาชาวอังกฤษ(ในเรื่อง)ที่พร้อมใจกันตาสว่างอย่างแท้จริง

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552

นั่งว่างๆแปลเพลงดีกว่า: Sometimes When We Touch

Sometimes When We Touch บางครั้งที่เราสัมผัส

You ask me if I love you ถามว่ารักเธอไหม
And I choke on my reply ทำเอาสำลักคำตอบเลยแหละ
I'd rather hurt you honestly เพราะฉันขอทำเธอเจ็บปวด
Than mislead you with a lie ดีกว่าโกหกให้เข้าใจผิด
And who am I to judge you แล้วฉันมันเป็นใครกันวะ
On what you say or do? จะมาตัดสินสิ่งที่เธอพูดหรือทำ
I'm only just beginning to see the real you ตอนนี้ฉันยังเพิ่งเริ่มต้นรู้จักตัวจริงของเธอเท่านั้นเอง

And sometimes when we touch และบางครั้งที่เราสัมผัส
The honesty's too much ความจริงในใจมันก็เอ่อล้น
And I have to close my eyes and hide จนต้องหลับตาไว้ไม่ให้เห็น
I wanna hold you til I die อยากกอดเธอไว้จนวันตาย
Til we both break down and cry จนเราสองโศกเศร้าร้องไห้
I wanna hold you till the fear in me subsides อยากกอดเธอไว้จนความกลัวของฉันจางหาย

Romance and all its strategy ความรักและกลอุบายของมัน
Leaves me battling with my pride ทิ้งให้ฉันห้ำหั่นกับศักดิ์ศรีตัวเอง
But through the insecurity แต่ท่ามกลางความไม่มั่นคงนั้น
Some tenderness survives ยังมีความอ่อนโยนเหลืออยู่
I'm just another writer ฉันมันแค่นักเขียนคนหนึ่ง
Still trapped within my truth ที่ยังยึดมั่นในความเป็นจริง
A hesitant prize fighter เป็นนักสู้จอมโลเลใจ
Still trapped within my youth ที่ยังไม่ยอมโตเป็นผู้ใหญ่ซะที

And sometimes when we touch และบางครั้งที่เราสัมผัส
The honesty's too much ความจริงใจมันก็เอ่อล้น
And I have to close my eyes and hide จนต้องหลับตาไว้ไม่ให้เห็น
I wanna hold you til I die อยากกอดเธอไว้จนวันตาย
Til we both break down and cry จนเราสองโศกเศร้าร้องไห้
I wanna hold you till the fear in me subsides อยากกอดเธอไว้จนความกลัวของฉันจางหาย

At times I'd like to break you บางครั้งก็อยากขัดใจเธอ
And drive you to your knees ให้เธอต้องคุกเข่าอ้อนวอน
At times I'd like to break through บางครั้งก็อยากฝ่าฟันทุกสิ่ง
And hold you endlessly เพื่อได้กอดเธอตลอดไป

At times I understand you บางครั้งก็เข้าใจเธอ
And I know how hard you've tried รับรู้ว่าเธอพยายามมามากแค่ไหน
I've watched while love commands you เคยเห็นความรักหมุนรอบเธอ
And I've watched love pass you by และเคยเห็นความรักจากเธอไป

At times I think we're drifters บางครั้งฉันคิดว่าเราล่องลอย
Still searching for a friend ยังคงตามหาเพื่อนสักคน
A brother or a sister จะพี่ชายหรือน้องสาวสักคน
But then the passion flares again แต่ความปรารถนาก็ลุกโชนอีกครั้ง

And sometimes when we touch และบางครั้งที่เราสัมผัส
The honesty's too much ความจริงใจมันก็เอ่อล้น
And I have to close my eyes and hide จนต้องหลับตาไว้ไม่ให้เห็น
I wanna hold you til I die อยากกอดเธอไว้จนวันตาย
Til we both break down and cry จนเราสองโศกเศร้าร้องไห้
I wanna hold you till the fear in me subsides อยากกอดเธอไว้จนความกลัวของฉันจางหาย

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Chariots of Fire (1981)

Chariots of Fire (1981), เกียรติยศแห่งชัยชนะ (๒๕๒๔)

หมายเหตุ บทความชิ้นนี้เป็นการบันทึกงานเขียนที่เผยแพร่ในคอลัมน์ "เรื่องเด่นต่างแดน" ของเว็บไซต์ล้มโต๊ะดอทคอม ตามลิ้งค์ด้านล่าง ด้วยความที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์โดยตรงจึงนำมาบันทึกไว้ในบล็อกนี้เช่นกัน



     เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่า มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคือ โอลิมปิกเกมส์ ด้วยตำนานการชิงชัยที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ จนมาถึงโอลิมปิกสมัยใหม่ที่มีอายุเกือบ 150 ปีเข้าไปแล้ว โดยครั้งล่าสุดที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเจ้าภาพเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมานั้น มีการชิงชัยรวมทั้งหมด 302 รายการจาก 28 ชนิดกีฬา และมีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันถึง 11,028 ชีวิตจาก 204 ประเทศ และมียอดผู้ชมทั่วโลกสูงถึง 4.7 พันล้านคน ความขลังของเวทีโอลิมปิกเช่นนี้เอง ทำให้มันเป็นความใฝ่ฝันสูงสุดของนักกีฬาทุกคน ที่จะได้โอกาสแสดงความสามารถให้โลกได้ชื่นชม

     และนอกเหนือจากการพิชิตเหรียญรางวัลอันทรงเกียรติแล้ว สิ่งทียิ่งใหญ่และน่าประทับใจไม่แพ้กันคือการแสดงให้โลกเห็นถึงศักดิ์ศรีแห่งเลือดนักสู้ และน้ำใจของนักกีฬา รวมถึงการต่อสู้นอกสนาม ที่กว่าจะมาถึงวันแห่งชัยชนะแล้ว นักกีฬาทุกคนก็ต้องเจอบททดสอบจิตใจจากอุปสรรคต่างๆนานามาด้วยกันทั้งสิ้น

     ย้อนกลับไปเมื่อปี 1924 สองยอดลมกรดของทีมสหราชอาณาจักร ได้สร้างตำนานแห่งการพิสูจน์ตัวเองบนลู่วิ่งในโอลิมปิกฤดูร้อน ซึ่งจัดที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สองวีรบุรุษแห่งแดนผู้ดีในครั้งนั้นมีนามว่า แฮโรลด์ อับราฮัมส์ เจ้าของเหรียญทองประเภท 100 เมตร กับ เอริค ลิดเดลล์ ผู้พิชิตเหรียญทองประเภท 400 เมตร

     57 ปีต่อมา ตำนานของยอดนักวิ่งทั้งสอง ได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ และกลายมาเป็นอีกหนึ่งตำนานของโลกเซลลูลอยด์ ด้วยเกียรติยศระดับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ภายใต้ชื่อว่า Chariots of Fire

     ภาพยนตร์ที่มีชื่อภาษาไทยว่า "เกียรติยศแห่งชัยชนะ" เป็นผลงานกำกับของ ฮิวจ์ ฮัดสัน ผู้กำกับชาวอังกฤษ ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแรงบันดาลใจของทั้ง อับราฮัมส์ และ ลิดเดลล์ ซึ่งต่างต้องการพิชิตโลกด้วยฝีเท้าของตน โดยไม่หวังเกียรติยศชื่อเสียงเงินทองใดๆ แต่ต้องการพิสูจน์ความสามารถของตัวเองให้โลกได้รับรู้ และจารึกชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่เร็วที่สุดในยุคสมัยของตนเองไปตลอดกาล

     แฮโรลด์ อับราฮัมส์ (รับบทโดย เบน ครอสส์) นักวิ่งชาวอังกฤษเชื้อสายยิว ที่กำลังศักษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ หวังที่จะใช้พรสวรรค์ส่วนตัวของเขาคือการวิ่งระยะสั้น ปลดแอกตัวเองจากกระแสเกลียดชังชาวยิว ที่กำลังลุกลามอยู่ทั่วยุโรปในช่วงนั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2

     แม้จะต้องขัดแย้งกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย เพราะการจ้างเทรนเนอร์มืออาชีพอย่าง แซม มุสซาบินี่ มาช่วยฝึกซ้อมเพื่อพิชิตโอลิมปิกนั้น ผิดธรรมเนียมปฏิบัติของนักกีฬาสมัครเล่นในยุคนั้น แต่ อับราฮัมส์ ก็ไม่สนใจ และมุ่งมั่นฝึกฝนต่อไป เพราะสำหรับเขาแล้ว การคว้าเหรียญทองโอลิมปิกนั้นไม่ใช่การทำเพื่อแสวงหาชื่อเสียง แต่ทำเพื่อที่จะพิสูจน์คุณค่าของคน ว่าอยู่ที่ความสามารถ และแรงอุตสาหะ หาใช่ชาติกำเนิดไม่

     ทางด้าน เอริค ลิดเดลล์ (เอียน ชาร์ลสัน) ยอดนักกีฬาจากสก็อตแลนด์ผู้เคร่งครัดในคริสตศาสนา ที่มีพรสวรรค์มากมายไม่ว่าจะเป็นคริกเกต, รักบี้ และที่ดีที่สุดคือการวิ่ง ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้ และชัยชนะทุกครั้งของเขาคือการพิสูจน์ศรัทธาที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า

     แต่ ลิดเดลล์ เองก็ต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆนานาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความเคร่งครัดในศาสนาของทางครอบครัว ที่ไม่เห็นด้วยนักกับการทุ่มเทให้กับกีฬาของเขา รวมถึงความเคร่งครัดของเขาเอง ที่ยืนกรานจะไม่ลงแข่งในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันสปาโต ที่คริสต์ศาสนนิกชนต้องหยุดทำงานและเข้าโบสถ์เพื่อสวดมนต์ ซึ่งทำให้เขาต้องถอนตัวออกจากการวิ่ง 100 เมตรในโอลิมปิก 1924 เพราะแข่งตรงกับวันอาทิตย์นั่นเอง

     แต่ด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาในพรสวรรค์อันได้รับจากพระผู้เป็นเจ้า ทำให้ ลิดเดลล์ ลงแข่งวิ่ง 400 เมตรด้วยความมั่นใจ และสามารถคว้าเหรียญทองพร้อมทำลายสถิติโลกในเวลานั้นได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดว่ายอดลมกรดสก็อตติชที่เก่งในทางระยะสั้นนั้น จะประสบความสำเร็จในการวิ่งระยะที่ยาวขึ้นถึง 4 เท่าตัวได้ถึงระดับนี้

     Chariots of Fire อาจจัดว่าเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิก แต่เนื้อแท้ของงานชิ้นนี้คือการนำเสนอเรื่องราวของการพิสูจน์ตน มากกว่าการเอาชนะคู่ต่อสู้ในเกมกีฬา ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงว่าด้วยการเดินทางของตัวเอกสู่เป้าหมาย โดยที่ไม่มีอุปสรรคเป็นตัวร้ายที่คอยแย่งชิงชัยชนะ แต่อุปสรรคอยู่ในจิตใจของตัวเองที่จะอุทิศตนเพื่อสู้ให้ถึงที่สุดหรือไม่ ภาพของน้ำใจนักกีฬาจึงถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะไม่มีความเป็นศัตรูหรือคู่แข่งเลยในระหว่างนักวิ่งด้วยกัน

     ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีฉากหลังที่ถ่ายทำอย่างประณีตสวยงามทั้งบรรยากาศในอังกฤษและสก็อตแลนด์ รวมถึงฉากการแข่งโอลิมปิก ที่เก็บรายละเอียดทุกอย่างของกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติเมื่อเกือบ 100 ปีก่อนได้อย่างน่าประทับใจ เป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การศึกษาและจดจำ

     นอกจากนั้นแล้ว องค์ประกอบอีกอย่างที่กลายเป็นอมตะไปพร้อมกับตัวหนัง ก็คือดนตรีประกอบ ซึ่งเป็นผลงานของ แวนเจลิส นักประพันธ์ดนตรีชาวกรีก ซึ่งช่วยขับเน้นให้ตัวหนังทรงพลังด้วยความมุ่งมั่น และความศรัทธาในพรสวรรค์ของตัวละครออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

     สำหรับเกียรติยศสูงสุดของภาพยนตร์ชิ้นนี้ ก็คือการชนะรางวัล อคาเดมี อวอร์ดส์ (ออสการ์) ประจำปี 1981 ได้ถึง 4 สาขาด้วยกัน ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, บทดั้งเดิมยอดเยี่ยม และออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม รวมถึงยังเข้าชิงอีก 3 สาขา ได้แก่ ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (เอียน โฮล์ม ในบท มุสซาบินี่) และ ตัดต่อภาพยอดเยี่ยม

     Chariots of Fire จึงเป็นภาพยนตร์ที่แสดงภาพของกีฬาที่ยิ่งใหญ่กว่าการเอาชนะคู่แข่งในสนาม หรือ การแสวงหาชื่อเสียงเงินทอง แต่เป็นการพิสูจน์ความสามารถของตนเองให้โลกได้รับรู้ และการเอาชนะต่ออุปสรรคต่างๆนานาเพื่อจุดหมายที่ใฝ่ฝันนั้น คือเกียรติยศแห่งชัยชนะอันแท้จริง

     นี่คือภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิก ที่มีเนื้อหามากกว่าการกีฬา และมีคุณค่ามากกว่าเป็นแค่ภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่เป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนที่ได้รับชม และเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ชิ้นเยี่ยม ที่ไม่มีวันเลือนหายไปกับกาลเวลา คงอยู่เป็นมรดกบนแผ่นฟิล์มไปตราบนานเท่านาน

*****

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Victory (1981)

Victory (1981), เตะแหลกแล้วแหกค่าย (๒๕๒๔)


หมายเหตุ บทความชิ้นนี้เป็นการบันทึกงานเขียนที่เผยแพร่ในคอลัมน์ "เรื่องเด่นต่างแดน" ของเว็บไซต์ล้มโต๊ะดอทคอม ตามลิ้งค์ด้านล่าง ด้วยความที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์โดยตรงจึงนำมาบันทึกไว้ในบล็อกนี้เช่นกัน


ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นนำว่าผู้เขียนมีความเบื่อหน่ายในกีฬาฟุตบอลอย่างมากถึงมากที่สุด เพราะนอกจากงานที่ทำประจำวันจะเป็นการทำข่าวฟุตบอลแล้ว เมื่อถึงเวลาพักก็มักเจอกระแสคลั่งบอลเข้ามาให้พบเห็นผ่านสื่อวิทยุโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ต ดังนั้นแล้วบทความนี้จึงไม่เกี่ยวกับโลกฟุตบอลโดยตรงนัก เนื่องจากความเบื่อหน่ายนั้นจึงรู้สึกพะอืดพะอมยิ่งนักที่จะแสดงความคิดเห็น หรือนำเสนอชีวิตของนักฟุตบอล ที่พูดกันแต่เรื่องชีวิตส่วนตัวและงานรับจ้างเตะลูกหนังสูบลมเข้าช่องประตู 

ผู้เขียนจึงเลือกที่จะนำเสนอสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจในชีวิตที่มีคุณค่ามากกว่าความบันเทิง นั่นคือวรรณกรรมและภาพยนตร์ ซึ่งเชื่อว่ามีผู้อ่านหลายคนที่สนใจในงานเหล่านี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการชมและเชียร์ฟุตบอล(แบบติดปลายนวม) แต่อาจมีจำนวนไม่น้อยที่จำกัดการเสพงานจำพวกนี้จนเกินไป หรือกระทั่งมองข้ามงานจำพวกนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ดีเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของเว็บไซต์ที่เป็นเรื่องฟุตบอลทั้งหมด จึงต้องขอขึ้นต้นด้วยภาพยนตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับฟุตบอล ก่อนที่จะ"เนียน"ไปหาแนวอื่นๆ และงานประเภทอื่นๆในอนาคต 

หากกล่าวถึงภาพยนตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับกีฬาฟุตบอล เชื่อว่าเกือบร้อยทั้งร้อยจะนึกถึงเรื่อง Goal! ที่ว่าด้วยการผจญภัยบนถนนลูกหนังของเจ้าหนุ่มซานติอาโก้ ที่เริ่มจากนักเตะบ้านนอกไปเป็นหนึ่งในดาราแข้งทองของยุโรป ฯลฯ

แต่บทความนี้จะไม่เกี่ยวกับ Goal! หรอก เนื่องจากเชื่อว่าผู้อ่านรู้จักกันดีอยู่แล้วเนื่องด้วยเป็นภาพยนตร์ร่วมสมัย จะป่วยการเขียนไปก็ใช่ที่ นอกจากนั้นแล้วด้วยเนื้อหาที่มีแต่เรื่องของฟุตบอล และชีวิตฟุ้งเฟ้อของเหล่าเซเลบริตี้ใส่สตั๊ดทั้งหลายแหล่ ซึ่งล้วนทำให้ผู้เขียนสะอิดสะเอียนยิ่งนัก จึงขอหลีกหนีไปเสียให้ไกลเสียดีกว่า 

*****

ภาพยนตร์ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ที่มีเหล่านักแสดงในระดับซูเปอร์สตาร์ของทั้งฮอลลีวูดและโลกลูกหนังจริงๆ และยังมีประเด็นอื่นที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งกว่าเกมฟุตบอล นั่นคือภาพยนตร์ที่ออกฉายในปี 1981 ในชื่อ "Victory" (เตะแหลกแล้วแหกค่าย) 

Victory เป็นผลงานของผู้กำกับ จอห์น ฮูสตัน (The Treasure of the Sierra Madre) เล่าเรื่องสมมติเกี่ยวกับเหล่าเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร ที่รวมกลุ่มกันเตะฟุตบอลอยู่ในค่ายนักโทษของนาซีเยอรมัน โดยมี ร้อยเอก จอห์น โคลบี้ นายทหารอดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ และสโมสร เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด เป็นทั้งผู้เล่นและผู้จัดการทีม อยู่มาวันหนึ่ง พันเอก คาร์ล ฟอน ชไตเนอร์ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพนาซี และอดีตนักฟุตบอลทีมชาติเยอรมนี ได้เข้ามาเยี่ยมค่ายเชลย และเห็นการแข่งฟุตบอลภายในค่าย จึงเกิดความคิดที่จะจัดการแข่งระหว่างทีมชาติเยอรมนี(นาซี) กับทีมรวมดาราสัมพันธมิตร และอนุญาตให้ โคลบี้ รวมรวมอดีตนักฟุตบอลอาชีพที่เป็นเชลยสงครามอยู่ในค่ายต่างๆมาเสริมทีม โดยจุดประสงค์แอบแฝงคือทำให้การแข่งขันครั้งนี้เป็นโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง เนื่องจากฝ่ายนาซีเป็นผู้กำหนดสถานที่ และเลือกผู้ตัดสินด้วยตัวเอง ด้วยหมายที่จะแสดงความแข็งแกร่งของลูกหนังนาซี ที่แข็งแกร่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการทหาร

ด้าน ร้อยเอก โรเบิร์ต แฮทช์ นายทหารชาวอเมริกัน ที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อหนีจากค่ายเชลยนี้ให้ได้ ก็มองเห็นศึกลูกหนังครั้งนี้เป็นช่องทางหนึ่งที่จะพาเขาไปสู่อิสรภาพ แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่รู้จักฟุตบอลเลยสักนิดก็ตาม โคลบี้ ได้รับอนุญาตให้รวบรวมนักเตะที่ดีที่สุดของแต่ละค่าย รวมถึงบรรดาอดีตนักเตะอาชีพที่ต้องมาแบกปืนรับใช้ชาติมาไว้กับทีม ที่ทั้งพร้อมที่จะลงแข่ง และทั้งที่ไม่สามารถแม้กระทั่งดำเนินชีวิตต่อไปด้ตามปกติเนื่องจากสภาพร่างกายและจิตใจถูกกระทบกระเทือนจากความโหดเหี้ยมของสงคราม อย่างไรก็ดี จุดประสงค์ของทุกคนนั้นเป็นหนึ่งเดียว คือสู้เพื่ออิสรภาพ ไม่ใช่แค่ร่างกายแต่หมายรวมถึงจิตใจ การได้ปลดปล่อยวิญญาณของนักสู้ที่ถูกคุมขังอยู่ในความมืดมิดของค่ายเชลยมานาน เพื่อประกาศศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ให้โลกได้รับรู้อีกครั้ง 

ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดยดาราชื่อดังมากมายไม่ว่าจะเป็น ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน พระเอกร่างบึ๊กที่ทุกคนรู้จักดีจาก Rambo และ Rocky ที่มารับบท แฮทช์ ทหารหนุ่มผู้รักอิสระ, เซอร์ ไมเคิ่ล เคน ดารารุ่นเก๋าจาก The Italian Job (1969) หรือที่เพิ่งผ่านตาคอหนังทั่วโลกไปอย่าง The Dark Knight แสดงเป็น โคลบี้ นายทหารผู้ไม่เคยทิ้งเลือดนักเตะ แม้จะต้องจบอาชีพที่รักก่อนวัยอันควรเพราะต้องมาแบกปืนสู้ข้าศึก และ มักซ์ ฟอน ซิโดว์ นักแสดงเจ้าบทบาทชาวสวีดิช ผู้ผลงานเด่นคือ บทบาทหลวงเมอร์รินใน The Exorcist (1973) หรือที่ผ่านตานักดูหนังบ้านเราล่าสุดคือ Rush Hour 3 สวมบทเป็น ฟอน ชไตเนอร์ ด้วยมาดและน้ำเสียงที่ร้ายลึก รวมถึงแสดงความหลงใหลในกีฬาลูกหนังในช่วงท้ายเรื่องได้อย่างน่าประทับใจ 

นอกจากนี้ยังมีนักฟุตบอลชื่อก้องโลกตัวจริง ที่มาร่วมดวลแข้งอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น เปเล่ ยอดนักเตะตลอดกาลของโลกและทีมชาติบราซิล ที่ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณกันอีกแล้ว,  บ๊อบบี้ มัวร์ อดีตปราการหลังกัปตันทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลก 1966 และตำนานของ เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด, ออสวัลโด้ อาร์ดิเลส อดีตกองกลางทีมชาติอาร์เจนติน่า ซึ่งเป็นตัวหลักของ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ในช่วงที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้, ไมค์ ซัมเมอร์บี อดีตปีกจอมถล่มประตูของ สวินดอน ทาวน์ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ กอร์ดอน แบ๊งค์ส นายทวารมือ 1 ตลอดกาลของทีมชาติอังกฤษ ที่แม้จะไม่ได้ปรากฎตัวอยู่เบื้องหน้า แต่ก็มารับหน้าที่ผู้ฝึกสอนให้ สตอลโลน สวมบทนายทวารได้ขึงขังสมจริง 

นอกจากความสนุกสนานที่ Victory สามารถตอบสนองแก่ผู้ชมได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังสามารถจะจัดให้เข้าพวกกับหนังเชลยสงครามชั้นครูอย่าง Papillon หรือ The Great Escape ได้อีกด้วย เนื่องจากสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ของทหารที่ถูกข้าศึกจับไปกักกันไว้ได้อย่างสมจริง ถ่ายทอดผ่านงานสร้างและนักแสดงฝีมือดี และแม้ว่าความเข้มข้นของเนื้อหาอาจไม่เทียบเท่าสองเรื่องดังกล่าว แต่ก็มีความกระชับฉับไวในการเล่าเรื่อง และความเข้าใจง่ายของเนื้อเรื่องที่มาทดแทนกันได้เป็นอย่างดี และที่ถูกใจแฟนบอลคือ การรวมตัวกันครั้งใหญ่ของนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ของจริง โดยเฉพาะ เปเล่ ที่มีบทเด่นจุใจคอลูกหนังแน่นอนไม่ใช่แค่เดินมาพูดสองสามประโยคแล้วก็หายไป พร้อมทั้งฉากการแข่งขันที่มีบรรยากาศสมจริงและน่าตื่นเต้นไม่แพ้การชมฟุตบอลถ่ายทอดสด ถ่ายทำแมตช์กันอย่างเป็นจริงเป็นจังไม่ใช่ตัดไฮไลท์มาปะติดปะต่อกับหน้าดาราแต่อย่างใด 

Victory จึงเป็นภาพยนตร์แนวฟุตบอลที่มีความขลัง และอมตะ ด้วยความสมจริงของงานสร้าง อุดมดาราคับคั่งทั้งจากฮอลลีวู้ดและโลกลูกหนัง เนื้อหาที่ไม่อิงอยู่แต่กับฟุตบอลจนเลี่ยน แต่มีประเด็นทางประวัติศาสตร์และการเมือง ผ่านการนำเสนอที่ไม่ซับซ้อน ช่วยกระตุ้นให้สนใจภาพยนตร์แนวชีวิตทหารในสงครามมากขึ้น (มากกว่าที่สนใจหนังสงครามเพราะอยากเห็นกระสุนปลิวว่อนเจาะกบาลคน) และมีข้อคิดดีๆว่าด้วยการ"เสียสละเพื่อทีม"ที่ผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึงให้มาก เดี๋ยวจะกลายเป็นการเล่าคนเดียวจบ ฝากให้ท่านผู้อ่านไปหามารับชมเองเสียจะดีกว่า (ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด)

***** 

บทความชิ้นนี้อาจเยิ่นเย้อยาวยืดพอสมควร เนื่องด้วยจิตใจใฝ่รำพันของผู้เขียน ที่ต้องการอธิบายถึงแรงบันดาลใจให้เขียนถึงอะไรที่ "เกือบจะ" ไม่ใช่ฟุตบอล (และก็ไม่ใช่เรื่องจากต่างแดนอะไรด้วย เพราะถึงแม้จะพูดถึงภาพยนตร์ต่างชาติ แต่ก็ดูที่เมืองไทย และเขียนบทความนี้ที่เมืองไทยเหมือนกัน ต่างแดนตรงไหน?) แน่นอนว่าบทความชิ้นต่อไปในอีกสี่สัปดาห์กว่าจะวนมาถึงคิว ก็จะเป็นเรื่องภาพยนตร์อีกเช่นกัน แต่ไม่เกี่ยวกับฟุตบอลแล้วล่ะ เพราะจะเป็นเรื่องของการแข่งกีฬาโอลิมปิก หากท่านเป็นคนรักกีฬาและชอบดูหนัง ก็ใคร่ขอเชิญชวนให้ติดตามอ่านในโอกาสต่อไป

*****

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2551

To Live and Die in L.A. (1985)


To Live and Die in L.A. (1985), ปราบตาย (๒๕๒๘)

     หากกล่าวถึงผู้กำกับที่เก่งกาจในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์แนวดราม่าอาชญากรรม-ตำรวจจับผู้ร้าย หนึ่งในจำนวนนั้นก็ควรมีชื่อของ วิลเลียม ฟรีดกิ้น อยู่ด้วย แม้ว่าภาพยนตร์ที่ถูกกล่าวขวัญถึงมากที่สุดของผู้กำกับท่านนี้จะเป็นหนังสยองขวัญระดับตำนานอย่าง The Exorcist (พ.ศ. ๒๕๑๖) แต่ผลงานที่ทำให้เขากลายเป็นยอดผู้กำกับหนังอาชญากรรม คือ The French Connection ภาพยนตร์ที่ออกฉายในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งคว้ารางวัลออสการ์ได้ถึง ๕ สาขา โดยกวาด ๓ รางวัลใหญ่อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมที่ส่งให้ ยีน แฮคแมน ขึ้นแท่นเป็นดาราคุณภาพแถวหน้าของฮอลลีวูดมาจนถึงยุคปัจจุบัน และหลังจากนั้น ๑๔ ปี ฟรีดกิ้น ก็หวนคืนสู่การทำหนังแนวแอ็คชั่นอาชญากรรมอีกครั้ง คราวนี้คือผลงานที่มีชื่อว่า To Live and Die in L.A.

     To Live and Die in L.A. มีความใกล้เคียงและคล้ายคลึงกับ The French Connection ในหลายส่วนจนเรียกได้ว่าคงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า "ปราบตาย" เป็นน้องแท้ๆของ "มือปราบเพชรตัดเพชร" เพราะต่างก็เป็นเรื่องของตำรวจคู่หูที่ออกล่าอาชญากรตัวฉกาจ และตัวละครเอกของเรื่องก็ต่างมีลักษณะ Anti-hero เหมือนกัน คือไม่ใช่พระเอกในอุดมคติ แต่เป็นบุคคลธรรมดาที่มีดีชั่วพอกัน (โดยเฉพาะ L.A. ที่ผู้เขียนเห็นด้านชั่วในตัวเอกมากกว่าด้านดีด้วยซ้ำ) ใช้อารมณ์เหนือเหตุผลให้เห็นบ่อยครั้ง และที่ขาดไม่ได้คือฉากขับรถไล่ล่าอันสุดระทึกใจ ซึ่งเป็นจุดไคลแม็กซ์ที่ฟรีดกิ้นนำมาตอกย้ำความมันส์อีกครั้ง หลังจากที่เคยทำเอาผู้ชมลุ้นจนลืมหายใจมาแล้วในทศวรรษก่อนหน้า

     "ปราบตาย" เป็นเรื่องราวของ ริชาร์ด แชนซ์ (วิลเลี่ยม แอล พีเดอร์เซ่น) ตำรวจสืบราชการลับจอมบ้าระห่ำ ที่ออกไล่ล่า ริค มาสเตอร์ส (วิลเลม ดาโฟ) นักพิมพ์แบงค์ปลอมผู้มีส่วนในการสังหารโหดอดีตคู่หูของเขา โดยมี จอห์น วูโควิช (จอห์น แพนโคว์) ตำรวจอ่อนประสบการณ์มาเป็นคู่หูคนใหม่ในภารกิจนี้ ยิ่งนานเข้า แชนซ์ ก็ยิ่งห่างไกลจากการจับฆาตกรรายนี้มาลงโทษให้ได้เสียทีเนื่องด้วยระบบการทำงานอันย่ำแย่ที่ไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะลากตัวอาชญากรตัวเอ้มาเข้าชังเต บวกกับความแค้นที่สุมอยู่จนเต็มอก ทำให้"ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" รายนี้ พร้อมที่จะเล่นนอกกฎเกณฑ์ทุกประการอย่างไม่สนใจความผิดชอบชั่วดี เพื่อลากคอวายร้ายจอมอำมหิตรายนี้มาลงโทษให้ได้ ต่อให้ต้องรับบทผู้ร้ายเสียเองก็ตาม

     ฉากขับรถไล่ล่าอันเป็นจุดไคลแม็กซ์ที่ ฟรีดกิ้น นำกลับมาใช้อีกครั้งตามที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในฉากขับรถไล่ล่าที่น่าตื่นเต้นมากที่สุดบนแผ่นฟิล์ม เพราะนอกจากจะกินเวลานานร่วม 10 นาทีแล้ว ก็ยังเพิ่มอุปสรรคเป็นดงกระสุนของเหล่า Antagonists จำนวนมากที่ดาหน้ากันเข้ามาไล่ถล่มพาหนะของสองตัวเอกอย่างน่าตกตะลึง นอกจากนั้นแล้วยังนำเอาเทคนิคที่เคยประสบความสำเร็จในภาพยนตร์สยองขวัญ มาปรับใช้เพื่อสร้างความน่ากลัวให้กับตัวละคร ริค มาสเตอร์ ซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับการแสดงของดารายอดฝีมืออย่าง วิลเลม ดาโฟ แล้ว ผลที่ได้คือความน่าสะพรึงที่ติดอยู่ในความทรงจำของผู้ชมแม้จะเสร็จสิ้นจากการรับชมไปแล้วก็ตาม

     องค์ประกอบอื่นๆที่น่าจดจำในภาพยนตร์บู๊ระทึกขวัญเรื่องนี้ ก็ยังมีฉากพิมพ์ธนบัตรปลอมที่นำเสนอให้ชมกันแบบทีละขั้นตอนตั้งแต่ทำแม่พิมพ์จนถึงกระบวนการทำธนบัตรให้ดูเก่าเลยทีเดียว เรียกได้ว่าหากผู้ชมท่านใดมีอุปกรณ์และฝีมือพร้อมก็สามารถทำตามได้เลย (แต่ไม่แนะนำนะครับเพราะผิดกฎหมาย) รวมถึงดนตรีประกอบเร้าอารมณ์ด้วยจังหวะรัวกลองพริ้วไหวหนักแน่นตามสไตล์ป๊อบร็อคแห่งยุค 80 โดยฝีมือของ Wang Chung วงดนตรีจากอังกฤษ ซึ่งฟรีดกิ้นมอบหมายให้เข้ามาทำเพลงประกอบงานชิ้นนี้โดยเฉพาะ

     อย่างไรก็ดี To Live and Die in L.A. กลับไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชมนักเมื่อเปิดตัว ทั้งที่มีคุณภาพเข้าขั้นเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงของผู้กำกับมือฉมังรายนี้ ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะมีฉากจบที่เหนือความคาดหมายและน่าตกตะลึง ซึ่งแม้ทางสตูดิโอผู้ออกทุนจะได้ขอให้ ฟรีดกิ้น เปลี่ยนตอนจบ และเขาเองก็ได้ถ่ายทำตอนจบแบบใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อเอามาประกอบดูแล้วพบว่าไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องสำหรับงานชิ้นนี้ จึงต้องจบอย่าง "ไม่เอาใจคนดู" ไปในที่สุด ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็มีภาพยนตร์น้อยเรื่องมากที่กล้าสรุปเรื่องเช่นเดียวกับที่ ฟรีดกิ้น ได้ทำไว้

     ความกล้าหาญของฟรีดกิ้น ที่นำเสนอภาพยนตร์แบบในที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อน (หรือถ้ามีก็น้อยมาก) นี้เอง ที่ทำให้ "ปราบตาย" กลายเป็นชิ้นงานที่อยู่เหนือกาลเวลา เพราะยังคงความสดใหม่สำหรับผู้ชมอีกหลายรายซึ่งยังไม่เคยได้สัมผัสกับบทที่ไม่ตามสูตรและไม่เอาใจคนดูเช่นนี้ เนื้อหาของตัวหนังอาจไม่เป็นมิตรต่อผู้ชมที่คุ้นเคยกับสูตร "ธรรมะสู้อธรรม" แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่งในการรับชมภาพยนตร์สักเรื่อง โดยเฉพาะจากฝั่งฮอลลีวูดเช่นนี้

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2551

The Fall (2006)


The Fall (2006), พลังฝันภวังค์รัก (๒๕๔๙)


งานกำกับภาพยนตร์ชิ้นที่สองของ ทาร์เซ็ม ซิงห์ ผู้กำกับชาวอินเดียที่เคยสร้างชื่อมากับองค์ประกอบศิลป์สุดอลังการในงานชิ้นแรกของเขา The Cell เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยคราวนี้ทาร์เซ็ม ก็ยังพกพาจุดขายอันโดดเด่นของเขามามอบให้แก่ผู้ชมอีกครั้งหนึ่ง และน่าจะเรียกได้ว่าน่าประทับใจมากกว่าเดิมเสียอีก โดย The Fall เป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ แต่เพิ่งเปิดตัวในตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาในวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑ และเข้าฉายในบ้านเราเมื่อ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๑ ซึ่งก็ต้องขอบคุณเครือเอเพ็กซ์มา ณ ที่นี้ด้วยที่นำหนังนอกกระแสดีๆมาให้นักดูหนังชาวไทยได้สัมผัสอยู่เสมอมา ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ตัวหนังใช้โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในลอส แอนเจลิส ช่วงปี ค.ศ. 1920 เป็นฉากหลัง โดยตัวละครเอกเป็นเด็กหญิงเชื้อสายอินเดียชื่อ อเล็กซานเดรีย ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่เข้าพักรักษาอาการบาดเจ็บที่เธอได้รับจากการพลัดตกลงมาจากต้นส้มขณะกำลังช่วยแม่เก็บผล วันหนึ่งอเล็กซานเดรียได้พบกับ รอย วอล์คเกอร์ สตั๊นท์แมนหนุ่มที่เข้าพักรักษาตัวเพราะประสบอุบัติเหตุระหว่างถ่ายทำจนขาหัก ทั้งสองได้ทำความรู้จักกันผ่านนิทานของรอย ซึ่งได้สร้างโลกใบใหม่และเพื่อนอีกมากมายในจินตนาการของเด็กน้อย (ซึ่งเธอนำเอาบุคคลที่พบเจอในชีวิตจริงมารับบทเป็นตัวละครแต่ละตัว) ทั้งสองออกผจญภัยผ่านเทพนิยายอันสนุกสนานของวัยเยาว์ และโลกแห่งความเป็นจริงอันมืดหม่นของผู้ใหญ่ไปด้วยกัน จนกระทั่งได้เรียนรู้ในท้ายที่สุดว่า ไม่ว่าชีวิตจะตกต่ำหรือดูด้อยค่าเพียงใด มนุษย์ทุกคนก็ยังคงมีความสำคัญในสายตาของใครบางคนอยู่เสมอ 


The Fall น่าจะเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทาร์เซ็มในอาชีพผู้กำกับภาพยนตร์ เนื่องจากได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามจากผู้ชมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นฉากในจินตนาการของอเล็กซานเดรีย ที่สวยงามและอลังการตามมาตรฐานที่เขาเคยทำได้มาแล้วใน The Cell แต่ที่สำคัญคือยังมีบทชีวิตจริงที่สามารถสะกดผู้ชมให้ติดตามเอาใจช่วยตัวละครในการเผชิญปัญหาชีวิตได้ไม่แพ้ความตื่นเต้นของการผจญภัยในโลกแห่งความฝัน จุดนี้เองที่ทาร์เซ็มทำได้ดีกว่างานชิ้นแรกของเขาอย่างน่าชื่นชม ทีมนักแสดงต่างก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีและช่วยทำให้ผู้ชมเกิดความรักในตัวละคร โดยเฉพาะคาทินคา อุนรานู นักแสดงเด็กชาวโรมาเนียนที่มีอายุเพียง 8 ขวบเท่านั้นในขณะถ่ายทำภาพยนตร์ (เกิดปีค.ศ. 1997) ซึ่งสามารถแสดงได้อย่างน่ารักและเป็นธรรมชาติจนผู้เขียนเองแทบไม่เชื่อว่ากำลังรับชม "การแสดง" อยู่ในขณะที่ภาพยนตร์กำลังฉาย

ตัวหนังอาจมีจุดด้อยอยู่ในช่วงท้าย ที่จำเป็นต้องเดินเรื่องเข้าสู่ไคลแม็กซ์สุดท้ายซึ่งว่าด้วยความหม่นเศร้าและสับสนในจิตใจของตัวละคร มีการเล่าเรื่องที่รวบรัดรวดเร็วจนผิดจากอารมณ์แช่มช้าที่ปูมาเกือบตลอดเรื่องไปไม่น้อย อีกทั้งยังมีฉากที่ทำร้ายจิตใจของผู้ชมอยู่มากจนเกือบจะเกินพอดี อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกทรมานในใจที่ผู้ชมได้รับนั้น ก็เกิดมาจากความผูกพันที่มีต่อตัวละคร และการเข้าถึงสภาพจิตใจของตัวละครเช่นกัน ซึ่งก็นับว่าผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสะกดผู้ชมจนเรียกได้ว่า "อยู่หมัด" ส่วนฉากจบของเรื่องนั้น ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าค่อนข้างด้อยซึ่งพลังในการทิ้งท้ายให้น่าประทับใจ แม้สารที่แฝงมาจะช่วยเติมเต็มเนื้อเรื่องได้ดีแล้วก็ตาม

โดยรวมแล้ว The Fall เป็นภาพยนตร์ที่คนรักหนังควรได้รับชม เนื่องจากมีองค์ประกอบหลักๆที่ดีพร้อมไม่ว่าจะเป็นการแสดง, บทภาพยนตร์, การถ่ายภาพ, องค์ประกอบศิลป์ และแง่คิดที่สำคัญในการดำเนินชีวิต นอกจากนั้นแล้วยังยิงคำถามถึงผู้ชมทุกคน ว่ายังคงมี "ธาตุเด็ก" ของอเล็กซานเดรียหลงเหลืออยู่ในความรู้สึกมากน้อยเพียงใด หรือปล่อยให้ภาระหน้าที่และความคาดหวังในชีวิต เข้าเกาะกุมจิตใจ จนกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เศร้าหมองอย่างรอยไปเสียแล้ว

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Platoon (1986)


Platoon (1986), พลาทูน (๒๕๒๙)

"The First Casualty of War is Innocence."
"ความไร้เดียงสาคือสิ่งแรกที่จักสูญเสียในสงคราม"

ผลงานการกำกับภาพยนตร์ลำดับที่ 5 ของ โอลิเวอร์ สโตน หนึ่งในผู้กำกับมือทองของฮอลลีวูด ซึ่งก่อนหน้านี้เคยคว้ารางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก Midnight Express ในปี 1978 โดย สโตน เคยรบในสงครามเวียดนามมาแล้วในช่วงเดือนเมษายน 1967 ถึงพฤศจิกายน 1968 ทำให้ Platoon ถูกถ่ายทอดออกมาจากประสบการณ์ของทหารผ่านศึกตัวจริงเสียงจริง

Platoon เริ่มต้นด้วยการมาถึงของเหล่าทหารหนุ่มอันไร้เดียงสา ซึ่งถูกส่งมาเพื่อหมุนเวียนกับรุ่นเก่าที่ประจำการครบกำหนด 1 ปี และภาพที่ทำให้พวกหน้าใหม่ต้องตกตะลึงตั้งแต่ก้าวลงจากเครื่องบินลำเลียงพล คือสภาพของผู้ที่สวนทางกลับออกไปจากสมรภูมิ โดยส่วนใหญ่เป็นร่างไร้วิญญาณบรรจุอยู่ในถุงดำ ที่รอดชีวิตมาได้แม้ร่างกายภายนอกจะอยู่ครบ แต่ในแววตานั้นต่างจากเหล่าเด็กใหม่ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตคนละเผ่าพันธุ์กัน

พลทหาร คริส เทย์เลอร์ (ชาร์ลี ชีน) คือเด็กหนุ่มผู้มีอุดมการณ์และความฝันอยู่นอกตำราเรียน ลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อสมัครเป็นทหารร่วมรบ ณ ดินแดนอันไกลโพ้นสุดขอบโลกอย่างเวียดนาม (ซึ่งตรงกับชีวิตจริงของ ผกก. สโตน ที่ดร็อปจากมหาวิทยาลัยเยลเพื่อออกมาเรียนรู้โลกนอกระบบการศึกษา) แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับทหารรายอื่นๆที่มาเพราะความยากจนทำให้ไม่มีทางเลือกนอกจากมาเสี่ยงตายเอาดาบหน้า เพื่อเป็นหมากในต่อสู้บน"ความขัดแย้งทางการเมือง"ที่พวกเขาไม่มีส่วนรู้เห็นกับจุดกำเนิดของมันแม้แต่นิดเดียวด้วยซ้ำ

เอาเข้าจริงการต่อสู้ที่ คริส ได้ประสบพบเจอเป็นหลัก กลับกลายเป็นความขัดแย้งภายในกองร้อยตัวเอง ระหว่างจ่าบาร์น (ทอม เบเรนเกอร์) กับจ่าเอไลแอส (วิลเลม ดาโฟ) ซึ่งโดยปกติก็ดำเนินชีวิตกันไปคนละทาง โดยจ่าบาร์นปล่อยให้ตัวเองถลำลึกเข้าสู่ก้นบึ้งอันมืดมิดของสงคราม กลายเป็นบุคคลอันตรายที่พร้อมทำลายทุกชีวิตที่ขวางทางเขา ขณะที่จ่าเอไลแอสเลือกที่จะหลีกหนีภาพติดตาของสงครามด้วยการพึ่งกัญชาและดนตรีรื่นเริงตามแบบฉบับของบุปผาชน (ซึ่งบาร์นมองว่าเป็นความขี้ขลาดไม่กล้าเผชิญความจริง) จนมีการแบ่งพวกแบ่งพรรค และเมื่อความตึงเครียดของสงครามขมวดเกลียวมากขึ้น พลอยทำให้ความสัมพันธ์ของนายทหารทั้งสองถึงจุดแตกหัก ส่งผลให้กองร้อยทั้งกองพ่ายแพ้ยับเยินเพราะผู้บัญชาการร่วมงานกันไม่ได้ และแม้ในตอนจบของเรื่องนั้น คริส จะรอดชีวิตและไม่ได้รับบาดเจ็บทางกายร้ายแรง แต่แววตาที่เปลี่ยนไปบ่งบอกถึงสภาพจิตใจที่บอบช้ำจากสงคราม และกลายเป็นแววตาเดียวกันกับทหารรุ่นพี่ที่สวนทางกับเขาเมื่อวันแรกที่ก้าวลงจากเครื่องบินลำเลียงพล ราวกับพลทหารคริสผู้ไร้เดียงสานั้นได้ตายไปในสงครามแล้ว


แม้ว่าตอนเข้าฉายใหม่ๆนั้น Platoon จะถูกค่อนขอดว่าใส่เนื้อหาที่รุนแรงเข้ามามากจนเกินไป (โดยเฉพาะฉากทำลายหมู่บ้านชาวเวียดนาม ซึ่งมีภาพของเด็กถูกปืนจ่อที่ศีรษะ และทหารพยายามข่มขืนเด็ก) แต่สุดท้ายก็กลายเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของ สโตน เมื่อตัวหนังเช้าชิงถึง 8 รางวัลออสการ์ และสามารถคว้ามาได้ 4 รางวัล ได้แก่ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม (เป็นออสการ์ตัวที่ 2 ของสโตน และตัวแรกในสาขานี้ ก่อนที่เขาจะกลับมาคว้ารางวัลนี้อีกใน 3 ปีให้หลังกับ Born on the 4th of July) , ตัดต่อยอดเยี่ยม และบันทึกเสียงยอดเยี่ยม ส่วนที่พลาดไปได้แก่ นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (ทอม เบเรนเกอร์ กับ วิลเลม ดาโฟ เข้าชิงทั้งคู่), ถ่ายภาพยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม

มีการนำ Platoon ไปเปรียบเทียบกับ Apocalypse Now (1979) ว่าเรื่องไหนเป็นภาพยนตร์สงครามเวียดนามที่ดีกว่ากัน เนื่องจากต่างกล่าวถึงความโหดเหี้ยมของสงครามที่แปรเปลี่ยนมนุษย์ให้มีจิตใจดำมืดลงไป ต่างนำเสนอภาพของทหารอเมริกันที่คุกคามชาวพื้นเมืองด้วยเหตุผลส่วนตัว (ต้องการระบายอารมณ์ กับ หาสถานที่เล่นกีฬา) และชี้ให้เห็นสาเหตุแห่งความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของสหรัฐฯ ในสงครามครั้งนี้

สำหรับผมแล้วไม่อาจบอกได้ว่าเรื่องไหนดีไปกว่ากัน เพราะต่างมีดีกันไปคนละอย่าง Platoon นั้นสามารถแสดงถึงความโหดของสงครามมากกว่า (โดยเฉพาะฉากรบครั้งสุดท้ายของเรื่องที่น่ากลัวมาก) ส่วน Apocalypse Now เป็นเสมือนภาพเขียนจากหัวใจอันมืดมิดของทหารที่จมดิ่งลงไปในความสยดสยองของสงคราม ส่วนตัวผมคิดว่าภาพยนตร์สองเรื่องนี้ไม่ใช่คู่แข่งกัน แต่เป็นเสมือนส่วนเติมเต็ม เรื่องหนึ่งสามารถอธิบายอีกเรื่องหนึ่งได้เป็นอย่างดี

Platoon จัดเป็นภาพยนตร์ที่ผู้ต้องการศึกษาถึงความเหี้ยมโหดของสมรภูมิควรได้รับชม แล้วจะเข้าใจว่า สงครามไม่ใช่เรื่องที่ "มันส์" เลยแม้แต่นิดเดียว ด้วยองค์ประกอบที่สมจริง บทภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้ชมต้องตกตะลึง และการแสดงที่ทรงพลัง (มีดาราดังในปัจจุบันซึ่งตอนนั้นยังไร้ชื่อเสียงอย่าง ฟอเรสต์ วิเทเกอร์ กับ จอห์นนี่ เดปป์ มาร่วมสมทบด้วย) ทำให้มันเป็นเสมือนบทบันทึกประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า และหากได้ผ่านตาแม้เพียงครั้งก็ยากที่จะลืมเลือน