
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
The Wrestler (2008), เพื่อเธอขอสู้ยิบตา (๒๕๕๑)

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552
เกี่ยวกับ สติ๊กเกอร์ชนิดหนึ่ง ซึ่งทำทีเหมือนจะแจกฟรี แต่ดันเรียกเก็บตังค์ซะงั้น
ผมเลยนึกถึงตัวเองสมัยยังอายุพอๆกับน้องคนนั้น (ย้อนไปไม่นานมากหรอก ฮิฮิ) ก็เคยเจอเรื่องคล้ายๆกันแบบนั้นเหมือนกัน เนื่องจากผมมักจะช่วยหยิบกระดาษโฆษณาต่างๆ เพื่อช่วยให้คนที่มายืนแจก แจกให้หมดๆไปจะได้มีรายได้ หรือกลับบ้านเร็วขึ้น แต่วันนั้นผมหยิบสติ๊กเกอร์ลักษณะนี้จากป้าคนหนึ่ง แล้วป้าก็บอกราคาที่ผมต้องจ่าย ผมจำไม่ได้ว่ามัน 20, 40 หรือ 50 รู้แต่มันแพงมากสำหรับสติ๊กเกอร์ใบเดียว แต่ด้วยความรู้สึกตามที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จึงทำให้ผมยอมจ่ายทั้งที่เสียดายเงิน เพราะผมไม่ได้ตั้งใจจะซื้อเลย
โอเค คุณอาจจะบอกว่านี่ไม่ได้บังคับซื้อนะ จะไม่เอา ส่งคืนคนที่ยืนขายก็ได้ แต่ด้วยแรงศรัทธาอันกล้าแกร่งในใจ ที่มีต่ออะไรในสติ๊กเกอร์นั้น ก็ย่อมจะทำให้บุคคลที่รับสติ๊กเกอร์เข้ามาไว้ในมือ ไม่อาจจะปล่อยมือไปจากสติ๊กเกอร์นั้นเพื่อส่งคืนได้ จนต้องจ่ายเงินตามราคาที่ผู้ขาย (ที่ทีแรกทำตัวเหมือนยืนแจกฟรี)
(หรืออาจเป็นความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมานานนม ว่าการปฏิเสธสิ่งนั้นคือบาปกรรม ทำให้ไม่กล้าปฏิเสธ)
ผมสังเกตุเห็นหญิงวัยกลางคนรายนั้นแต่งตัวด้วยชุดโปโลชนิดที่สถานที่ทำงานหลายๆแห่งมักจะบังคับให้พนักงานสวมใส่ในวันนี้ๆนั้นๆ ซึ่งทำให้เชื่อว่าถ้าไม่แอบอ้างก็คงจะมาจากมูลนิธิอะไรสักแห่ง จึงสงสัยว่าทำไมเขาไม่ตั้งโต๊ะนั่งขายให้ดูเหมือนว่ามาขายของจริงๆเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าต้องจ่ายเงินแลกถ้าจะเอาของ ไม่ใช่มายืนทำทีเหมือนให้คนที่ไม่รู้เข้าใจผิดว่าแจกฟรี แต่สุดท้ายก็ทวงราคา เหมือนเล่นกับความรู้สึกคน ทั้งความศรัทธา และความกลัวต่อผิดชอบชั่วดีตามความเชื่อที่ถูกปลูกฝัง
หรือกลัวว่าถ้าตั้งโต๊ะขายจะไม่มีคนซื้อ แสดงให้เห็นว่าจริงๆพวกตอแหลชน ดัดจริตชน ที่พากันซาบซึ้ง...ซาบซึ้งกันตามหน้ากระทู้เว็บบอร์ดต่างๆ แท้จริงมันก็แค่พวกพีอาร์ปั่นกระแส ไม่ได้มีใครซาบซึ้งขนาดไล่ตามทุกอย่างเหมือนที่โปรโมต ดูตามร้านหนังสือซิ หนังสือหนังหาทั้งหลายที่เกี่ยวกับ"สิ่งเหล่านั้น" ยังคงอยู่เป็นมิ่งเป็นขวัญให้ร้านไม่มีหดหายแทบทุกเล่ม หนังสือพวกนี้ผมว่าถ้าเปลี่ยนวิถีขายมาขายแบบยัดใส่มือแล้วทวงเงินเหมือนขายสติ๊กเกอร์บ้างสิ รับรองหมด
ผมเชื่อว่าความรู้สึกสิ้นเปลือง เสียดายเงินมันไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่เสีย แต่อยู่ที่ความเต็มใจของเราที่จะจ่าย ผมไม่เสียดายเงินที่จะซื้อดีวีดีราคาหลักร้อยหรือหลักพัน หรือตุ๊กตาชุดผ้าตัวละครึ่งหมื่นที่ผมอยากได้ แต่อะไรที่ผมไม่ได้อยากได้ แต่ต้องจ่ายเพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอะไรก็ตาม ต่อให้จ่ายแค่สองบาท สิบบาท ก็น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
บารัค โอบาม่า อาศัยสีผิวตัวเองโปรโมตหรือเปล่า

ผมสงสัยเกี่ยวกับประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐอเมริกา นายบารัค โอบาม่า เพราะสังเกตุพบว่าหมอนี่เป็นที่ฟีเวอร์มากผิดปกติ และกระแสของเขาที่โปรโมต พูดถึง และพบเห็น ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับการงานเลย แต่มักจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องวัยเด็ก วัยเรียน ครอบครัว และภรรยาผู้ชอบปรากฎกายให้สื่อมวลชนได้ชักภาพในงานต่างๆ
นิตยสารโดยเฉพาะแนวคุณหญิงคุณนาย เซเลบริตี้ คนดัง หรือดาราฮอลลิวูด ก็มักจะลงภาพและเนื้อหาเกี่ยวกับเขาและเธอบ่อยๆ โดยเฉพาะยัยป้ามิเชล ล่าสุดมีนิตยสารแนวผู้หญิงและการบ้านการเรือน ลงเรื่องราวความรักของบารัคและมิเชล เนื้อหาประมาณว่ามิเชลเธอรักสามีเพราะเป็นคนดี คนซื่อสัตย์ ฯลฯ
ผมเลยรู้สึกว่าเฮ้ยนี่มันมุขเสนอตัวแบบเดียวกับปชป. ยุคนี้เลยนี่หว่า เพราะเมื่อไม่นานมานี้นายกรณ์ จาติกวณิช ก็เคยไปลงหนังสือแนวหญิงๆ พูดเรื่องครอบครัว ความรัก ยกเอาเรื่องเมียแม่ม่ายของตัวเองมาล่อซื้อแฟนคลับในเว็บบอร์ดดังให้กรี๊ดกร๊าดน้ำตาซึมตามฟอร์มไปแล้ว หรือก่อนหน้านั้นก็มีการนำเสนอลูกสาวหัวหน้าพรรคที่เพิ่งจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย(ที่คิดว่าตัวเองเป็นอันดับ 1 ของประเทศ) ซึ่งทั้งหมดเป็นการเอาประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง การทำงานมาโฆษณาตัวเองเลย ทั้งๆที่ตัวเองเป็นนักการเมือง แต่กลับหันมาใช้การโปรโมตล่อซื้อพวกบ้าดารา บ้ากระแส (ก็ผลงานมันไม่มีจะมาขายนี่หว่า)
เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าถ้าโอบาม่าเป็นคนขาวจะได้รับความนิยมจนเป็นกระแสคลั่งไคล้ได้เท่านี้ไหม เขาจะเอาชีวิตวัยเด็กอันไหนมาเล่า เขาจะเอาคอนเซ็ปต์ส่วนตัวอะไรมาตั้งชื่อว่า "การเปลี่ยนแปลง" ส่วนมิเชลถ้าเป็นคนขาวแต่งตัวเปรี้ยว ชอบออกงานต่างๆ จะได้รับความสนใจสักแค่ไหน หรือจะถูกโจมตีในเรื่องการแต่งตัวและการทำตัวให้เป็นประโยชน์ สองคนนี้จะถูกเอาไปลงหนังสือแนวเซเลบต่างๆถี่ขนาดนี้หรือเปล่า หรือแม้กระทั่งว่านายบารัคจะเลือกตั้งภายในชนะฮิลลารี่หรือเปล่าถ้าเขาเป็นคนขาว
ลองมองย้อนกลับไปหาพวกประธานาธิบดีก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นคนขาว แทบไม่เคยเห็นพวกเขาเคยโผล่ไปตามหนังสือคุณหญิงคุณนาย เซเลบริตี้ทั้งหลาย แม้กระทั่งช่วงที่เพิ่งจะนะเลือกตั้งใหม่ๆกระแสยังดีอยู่ ก็ไม่ได้เป็นที่ฟีเวอร์ระบาดข้ามวงการเช่นนี้ เจ๊ฮิลลารี่ถือเป็นสตรีหมายเลข 1 ที่มีบทบาทมากคนหนึ่งไม่ว่าจะด้านการเมืองหรือการบ้าน ยิ่งตอนที่สามีอย่างตาบิลมีข่าวเล่นชู้ ผมก็ยังไม่เห็นว่าหนังสือหญิงๆเซเลบจะให้ความสำคัญมากเท่าการทำสวยของยัยป้ามิเชล
นั่นแหละจึงเกิดเป็นความคิดขึ้นมาว่านายและนางโอบาม่าขึ้นมาถึงจุดนี้ได้เพราะเรื่องสีผิวหรือไม่ เอาสีผิวเป็นจุดขายหลัก ส่วนอเมริกันชนที่ต่างเทคะแนนให้บารัคนั้น ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความเบื่อหน่ายบุชและรีพับลิกัน แต่อีกหลายส่วนผมเชื่อว่ามาจากความคิดที่คล้ายกับจะพยายามบอกว่า "นี่หมดยุคเหยียดผิวแล้วนะเฟ้ย" แต่หารู้ไม่แรงจูงใจในการเลือกโอบาม่าถูกผลักดันมาจากการให้ความสำคัญด้านสีผิวเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนจาก "ไม่เลือกคนดำ" เป็น "เลือกเพราะเป็นคนดำ อยากให้โอกาสคนดำ" ซึ่งมันก็เข้าข่าย Racism อยู่ดี เพราะให้ความสำคัญกับสีผิวเชื้อชาติมากกว่าสาระอื่นๆ ผมเห็นว่าการด่าหรือโจมตีนายและนางโอบาม่าค่อนข้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในอเมริกา แม้แต่ใครที่บอกว่ายัยป้ามิเชลไม่สวยก็ถูกหาว่าเป็นพวกเหยียดผิวซะแล้ว ซึ่งกระแสนี้มันสะท้อนว่าแฟนคลับโอบาม่า ทั้งดำและขาว ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องสีผิวจริงๆ ราวกับว่าพวกเขาได้หลอมจนกลายเป็นสังคมของคนดำที่ค่อนข้างจะอ่อนไหวกับเรื่องสีผิว เป็นพวกเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ สีผิวนิยม ที่ค่อนข้างหัวรุนแรง
แต่ถ้าตัวแทนของเดโมแครตเป็นคนขาวล่ะจะมีแรงเห่อถล่มทลายเท่านี้หรือไม่ ถ้าเป็นฮิลลารี่ผมเชื่อว่าอาจได้คะแนนเสียงถล่มทลายด้วยความที่อเมริกันชนจะแสดงออกว่า "หญิงชายเท่าเทียมกัน" แต่ความที่เป็นคนขาวจะได้แรงเห่อมากเท่านี้หรือเปล่า ถึงขนาดได้ตีพิมพ์ลงหนังสือการ์ตูนสไปเดอร์แมน ปรากฎตัวในนิตยสารเซเลบริตี้บันเทิงต่างๆ มีการนำเสนอชีวิตส่วนตัวอย่างมาก ฯลฯ
หรือถ้าโอบาม่าเป็นคนขาวล่ะจะมีจุดขายอะไรที่จะเอาชนะฮิลลารี่ผู้มีจุดขายเรื่อง "พลังหญิง" เข้ามาเป็นตัวแทนพรรค
หลายส่วนของคะแนนเสียงและแรงเห่อที่โอบาม่าได้ ผมเชื่อว่ามาจากความคิดที่คล้ายกับจะพยายามบอกว่า "นี่หมดยุคเหยียดผิวแล้วนะเฟ้ย" โดยเฉพาะคนผิวขาวซึ่งมีชนักติดหลังมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับการเหยียดผิว คนขาวจึงเข้าสู่กระแสโอบาม่าฟีเวอร์ด้วยต้องการพิสูจน์ตัวเองว่า "เฮ้ยฉันเลือกโอบาม่านะ ฉันให้โอกาสคนดำนะ ฉันไม่เหยียดผิวแล้วนะ"
แต่หารู้ไม่แรงจูงใจในการเลือกโอบาม่าถูกผลักดันมาจากการให้ความสำคัญด้านสีผิวเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนจาก "ไม่เลือกคนดำ" เป็น "เลือกเพราะเป็นคนดำ อยากให้โอกาสคนดำ" ซึ่งมันก็เข้าข่าย Racism อยู่ดี ด้วยการให้ความสำคัญกับเชื้อชาติมากกว่าผลงาน
และในจุดนี้โอบาม่าจึงเอามาเน้นย้ำจุดขายให้กับตัวเอง...
วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
V for Vendetta (2005), เพชฌฆาตหน้ากากพญายม (๒๕๔๗)

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552
นั่งว่างๆแปลเพลงดีกว่า: Sometimes When We Touch
วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551
Chariots of Fire (1981)

เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่า มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคือ โอลิมปิกเกมส์ ด้วยตำนานการชิงชัยที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ จนมาถึงโอลิมปิกสมัยใหม่ที่มีอายุเกือบ 150 ปีเข้าไปแล้ว โดยครั้งล่าสุดที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเจ้าภาพเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมานั้น มีการชิงชัยรวมทั้งหมด 302 รายการจาก 28 ชนิดกีฬา และมีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันถึง 11,028 ชีวิตจาก 204 ประเทศ และมียอดผู้ชมทั่วโลกสูงถึง 4.7 พันล้านคน ความขลังของเวทีโอลิมปิกเช่นนี้เอง ทำให้มันเป็นความใฝ่ฝันสูงสุดของนักกีฬาทุกคน ที่จะได้โอกาสแสดงความสามารถให้โลกได้ชื่นชม
และนอกเหนือจากการพิชิตเหรียญรางวัลอันทรงเกียรติแล้ว สิ่งทียิ่งใหญ่และน่าประทับใจไม่แพ้กันคือการแสดงให้โลกเห็นถึงศักดิ์ศรีแห่งเลือดนักสู้ และน้ำใจของนักกีฬา รวมถึงการต่อสู้นอกสนาม ที่กว่าจะมาถึงวันแห่งชัยชนะแล้ว นักกีฬาทุกคนก็ต้องเจอบททดสอบจิตใจจากอุปสรรคต่างๆนานามาด้วยกันทั้งสิ้น
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1924 สองยอดลมกรดของทีมสหราชอาณาจักร ได้สร้างตำนานแห่งการพิสูจน์ตัวเองบนลู่วิ่งในโอลิมปิกฤดูร้อน ซึ่งจัดที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สองวีรบุรุษแห่งแดนผู้ดีในครั้งนั้นมีนามว่า แฮโรลด์ อับราฮัมส์ เจ้าของเหรียญทองประเภท 100 เมตร กับ เอริค ลิดเดลล์ ผู้พิชิตเหรียญทองประเภท 400 เมตร
57 ปีต่อมา ตำนานของยอดนักวิ่งทั้งสอง ได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ และกลายมาเป็นอีกหนึ่งตำนานของโลกเซลลูลอยด์ ด้วยเกียรติยศระดับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ภายใต้ชื่อว่า Chariots of Fire
ภาพยนตร์ที่มีชื่อภาษาไทยว่า "เกียรติยศแห่งชัยชนะ" เป็นผลงานกำกับของ ฮิวจ์ ฮัดสัน ผู้กำกับชาวอังกฤษ ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแรงบันดาลใจของทั้ง อับราฮัมส์ และ ลิดเดลล์ ซึ่งต่างต้องการพิชิตโลกด้วยฝีเท้าของตน โดยไม่หวังเกียรติยศชื่อเสียงเงินทองใดๆ แต่ต้องการพิสูจน์ความสามารถของตัวเองให้โลกได้รับรู้ และจารึกชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่เร็วที่สุดในยุคสมัยของตนเองไปตลอดกาล
แฮโรลด์ อับราฮัมส์ (รับบทโดย เบน ครอสส์) นักวิ่งชาวอังกฤษเชื้อสายยิว ที่กำลังศักษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ หวังที่จะใช้พรสวรรค์ส่วนตัวของเขาคือการวิ่งระยะสั้น ปลดแอกตัวเองจากกระแสเกลียดชังชาวยิว ที่กำลังลุกลามอยู่ทั่วยุโรปในช่วงนั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2
แม้จะต้องขัดแย้งกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย เพราะการจ้างเทรนเนอร์มืออาชีพอย่าง แซม มุสซาบินี่ มาช่วยฝึกซ้อมเพื่อพิชิตโอลิมปิกนั้น ผิดธรรมเนียมปฏิบัติของนักกีฬาสมัครเล่นในยุคนั้น แต่ อับราฮัมส์ ก็ไม่สนใจ และมุ่งมั่นฝึกฝนต่อไป เพราะสำหรับเขาแล้ว การคว้าเหรียญทองโอลิมปิกนั้นไม่ใช่การทำเพื่อแสวงหาชื่อเสียง แต่ทำเพื่อที่จะพิสูจน์คุณค่าของคน ว่าอยู่ที่ความสามารถ และแรงอุตสาหะ หาใช่ชาติกำเนิดไม่
ทางด้าน เอริค ลิดเดลล์ (เอียน ชาร์ลสัน) ยอดนักกีฬาจากสก็อตแลนด์ผู้เคร่งครัดในคริสตศาสนา ที่มีพรสวรรค์มากมายไม่ว่าจะเป็นคริกเกต, รักบี้ และที่ดีที่สุดคือการวิ่ง ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้ และชัยชนะทุกครั้งของเขาคือการพิสูจน์ศรัทธาที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า
แต่ ลิดเดลล์ เองก็ต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆนานาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความเคร่งครัดในศาสนาของทางครอบครัว ที่ไม่เห็นด้วยนักกับการทุ่มเทให้กับกีฬาของเขา รวมถึงความเคร่งครัดของเขาเอง ที่ยืนกรานจะไม่ลงแข่งในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันสปาโต ที่คริสต์ศาสนนิกชนต้องหยุดทำงานและเข้าโบสถ์เพื่อสวดมนต์ ซึ่งทำให้เขาต้องถอนตัวออกจากการวิ่ง 100 เมตรในโอลิมปิก 1924 เพราะแข่งตรงกับวันอาทิตย์นั่นเอง
แต่ด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาในพรสวรรค์อันได้รับจากพระผู้เป็นเจ้า ทำให้ ลิดเดลล์ ลงแข่งวิ่ง 400 เมตรด้วยความมั่นใจ และสามารถคว้าเหรียญทองพร้อมทำลายสถิติโลกในเวลานั้นได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดว่ายอดลมกรดสก็อตติชที่เก่งในทางระยะสั้นนั้น จะประสบความสำเร็จในการวิ่งระยะที่ยาวขึ้นถึง 4 เท่าตัวได้ถึงระดับนี้
Chariots of Fire อาจจัดว่าเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิก แต่เนื้อแท้ของงานชิ้นนี้คือการนำเสนอเรื่องราวของการพิสูจน์ตน มากกว่าการเอาชนะคู่ต่อสู้ในเกมกีฬา ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงว่าด้วยการเดินทางของตัวเอกสู่เป้าหมาย โดยที่ไม่มีอุปสรรคเป็นตัวร้ายที่คอยแย่งชิงชัยชนะ แต่อุปสรรคอยู่ในจิตใจของตัวเองที่จะอุทิศตนเพื่อสู้ให้ถึงที่สุดหรือไม่ ภาพของน้ำใจนักกีฬาจึงถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะไม่มีความเป็นศัตรูหรือคู่แข่งเลยในระหว่างนักวิ่งด้วยกัน
ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีฉากหลังที่ถ่ายทำอย่างประณีตสวยงามทั้งบรรยากาศในอังกฤษและสก็อตแลนด์ รวมถึงฉากการแข่งโอลิมปิก ที่เก็บรายละเอียดทุกอย่างของกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติเมื่อเกือบ 100 ปีก่อนได้อย่างน่าประทับใจ เป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การศึกษาและจดจำ
นอกจากนั้นแล้ว องค์ประกอบอีกอย่างที่กลายเป็นอมตะไปพร้อมกับตัวหนัง ก็คือดนตรีประกอบ ซึ่งเป็นผลงานของ แวนเจลิส นักประพันธ์ดนตรีชาวกรีก ซึ่งช่วยขับเน้นให้ตัวหนังทรงพลังด้วยความมุ่งมั่น และความศรัทธาในพรสวรรค์ของตัวละครออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สำหรับเกียรติยศสูงสุดของภาพยนตร์ชิ้นนี้ ก็คือการชนะรางวัล อคาเดมี อวอร์ดส์ (ออสการ์) ประจำปี 1981 ได้ถึง 4 สาขาด้วยกัน ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, บทดั้งเดิมยอดเยี่ยม และออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม รวมถึงยังเข้าชิงอีก 3 สาขา ได้แก่ ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (เอียน โฮล์ม ในบท มุสซาบินี่) และ ตัดต่อภาพยอดเยี่ยม
Chariots of Fire จึงเป็นภาพยนตร์ที่แสดงภาพของกีฬาที่ยิ่งใหญ่กว่าการเอาชนะคู่แข่งในสนาม หรือ การแสวงหาชื่อเสียงเงินทอง แต่เป็นการพิสูจน์ความสามารถของตนเองให้โลกได้รับรู้ และการเอาชนะต่ออุปสรรคต่างๆนานาเพื่อจุดหมายที่ใฝ่ฝันนั้น คือเกียรติยศแห่งชัยชนะอันแท้จริง
นี่คือภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิก ที่มีเนื้อหามากกว่าการกีฬา และมีคุณค่ามากกว่าเป็นแค่ภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่เป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนที่ได้รับชม และเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ชิ้นเยี่ยม ที่ไม่มีวันเลือนหายไปกับกาลเวลา คงอยู่เป็นมรดกบนแผ่นฟิล์มไปตราบนานเท่านาน
*****
วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
Victory (1981)

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2551
To Live and Die in L.A. (1985)

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2551
The Fall (2006)

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551
Platoon (1986)

